<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>
bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250

สภาพ Bitcoin อาจกลายเป็นบวกหลังจากการเปิดใช้งาน SegWit2x

bitkub-2022-769x90
bitkub-2022-300x250
ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ผู้คนส่วนใหญ่ที่กำลังถือ Bitcoin นั้นคงจะได้รู้ถึงความผันผวนของตลาดของเหรียญดังกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเตรียมตัวการเปิดใช้ SegWit ในวันที่ 1 สิงหาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งหากเรามาลองดูให้ดีแล้วนั้น ราคาของ Bitcoin ได้ตกลงมาจากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ของเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาจากราคา 3,000 ดอลลาร์ ซึ่งการตกดังกล่าวคิดเป็นราวๆ 40% เลยทีเดียว ผู้ใช้งาน Bitcoin ส่วนใหญ่อาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการดีเบตการ scaling ของ Bitcoin มาแล้ว ซึ่งเป็นการโต้เถียงกันเพื่อหยิบยก solution การแก้ปัญหาการโอน Bitcoin หากันช้าของตัวเองมาเสนอและแข่งกันว่าของใครตะดีกว่ากัน

โดยปกติแล้ว บล็อกของ Bitcoin แต่ละบล็อกจะใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีในการขุดและเพิ่มเข้าไปใน blockchain แต่เมื่อไม่นานมานี้ธุรกรรมมักจะใช้เวลานานในการโอน ซึ่งนานกว่า 10 นาทีกว่าจะได้ทำการ confirm เนื่องจากผู้ใช้งานที่เริ่มเพิ่มมากขึ้น ทำให้ธุรกรรมก็เยอะมากขึ้นตาม

bitazza-may-300x250
bitazza-may-768x90

สาเหตุหลักๆอีกข้อหนึ่งก็คือขนาด block ของ Bitcoin แต่ละบล็อกนั้นมีขนาดเพียงแค่ 1MB ซึ่งนั่นหมายความว่ามันสามารถเก็บบันทึกธุรกรรมได้ราวๆ 2,000 ธุรกรรมต่อบล็อกเท่านั้น

โดย SegWit หรือ Segregated Witness นั้นเป็นโซลูชันที่หลายๆคนเชื่อว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ ซึ่งความสามารถของมันก็คือช่วยจัดการธุรกรรมของมันให้พอดีกับขนาดของบล็อกแต่ละบล็อก โดยนั่นหมายความว่าภายใน 1MB ของแต่ละบล็อกนั้นจะสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น

ส่วน SegWit2x นั้นก็เหมือนกับ SegWit ทุกอย่าง เพียงแต่มันจะเพิ่มขนาด Block ให้เป็น 2MB ด้วย นั่นหมายความว่าการเก็บข้อมูลธุรกรรมจะสามารถเก็บได้ถึง 8,000 ธุรกรรมต่อบล็อกเลยทีเดียว

SegWit นั้นจะถูกเปิดใช้งานในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ผ่านโคด BIP 148 ในขณะที่ SegWit2x นั้นก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะถูกคอนเฟิ์รมติดตั้งเช่นกัน แม้ว่าในตอนนี้มี pool นักขุดเปิดสัญญาณ BIP 91 ที่ใช้สำหรับการ lock in การสนับสนุน SegWit2x แล้ว 79.3%(ณ เวลาที่รายงานข่าวอยู่นี้)

ทว่าการอัพเกรดดังกล่าวนั้นต้องมีการทำ Hard fork เกิดขึ้น

การ hard fork นั้นหมายถึงการไม่ลงรอยกันในโปรเจคการพัฒนาของงานระหว่างภายในทีมนักพัฒนา ทำให้ต้องแตกแยกตัวเองออกไปเป็นเส้นสายอื่นๆ (เหมือนกับส้อมที่มีซี่หลายสาย) ซึ่งในกรณีนี้อาจจะเหมือนกับของ Ethereum ที่เคย hard fork ไปแล้วเมื่อปี 2016 โดยแตกแยกออกมาเป็น Ethereum และ Ethereum Classic แบบที่เราหลายๆคนทราบกันดี

ดังนั้นหลายๆคนอาจจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้มีนักลงทุนหลายคนรุมขาย Bitcoin ด้วยความกลัวหลังจาก Bitcoin.org ออกมาประกาศว่าอาจเกิดการ split ในอนาคต โดยส่งผลให้ราคา Bitcoin ร่วงลงมาอย่างรุนแรง

ข้อดีของ SegWit2x

แม้ว่าหาก Bitcoin นั้นต้องถูกแยกออกมาเป็นสองเหรียญจริงๆนั้น แต่มันก็มีเหตุผลหลักๆอยู่สามข้อที่เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

  1. SegWit2x นั้นจะช่วยพัฒนาระบบของ Bitcoin ให้ดีขึ้น เพราะมันสามารถทำให้การทำธุรกรรมนั้นเป็นไปด้วยความเร็วมากขึ้น และมีค่าธรรมเนียมที่น้อยลง รวมถึงการเพิ่มขนาดบล็อกนั้นจะทำให้มันสามารถรองรับธุรกรรมได้มากขึ้นภายในเวลาที่น้อยลง และค่าธรรมเนียมนั้นก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก
  2. ก่อนหน้านี้ Ethereum รอดตายมาจากการ fork ของ The DAO มาได้ และกลายเป็นเหรียญที่ใหญ่อันดับสองของโลกรองจาก Bitcoin ซึ่งมันก็เป็นตัวอย่างที่มีมาให้เห็นแล้วว่า Bitcoin ก็อาจจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน โดยมีการเพิ่มขึ้นทั้งราคาและมูลค่าตลาดรวม หากลองย้อนไปก่อนที่ ETH จะถูก fork นั้น มูลค่าของมันมีอยู๋แค่ 10 ดอลลาร์เท่านั้น แต่ลองดูตอนนี้สิ ราคาของมันเพิ่งจะแตะจุด ATH ที่ 400 ดอลลาร์เมื่อไม่นานมานี้
  3. SegWit นั้นได้ถูกทดสอบบน Litecoin แล้ว และค้นพบว่าไม่มีปัญหาอะไร

โดยก่อนหน้านี้ Litecoin นั้นเปิดใช้ SegWit ไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2017 ณ ที่บล็อก 1201536 โดยการอัพเกรดนั้นถูกเสนอโดยทีมนักพัฒนา Bitcoin Core และติดตั้งด้วยการ soft fork

ก่อนหน้านี้ Litecoin มีอายุราวๆเกือบเท่า Bitcoin แต่มีราคาอยู่ที่ราวๆ 5 ดอลลาร์ต่อ 1 LTC เท่านั้น แต่หลังจากอัพเกรด SegWit แล้วราคานั้นก็ได้พุ่งทะลุ 50 ดอลลาร์ โดยตอนนี้มันถูกซื้อขายอยู่ที่ 41.62 ดอลลาร์

อนึ่ง ทางผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่าถ้าหากจะมีการพัฒนาอะไรไปให้ได้แบบก้าวกระโดดนั้น จะต้องมีการเสียสละเกิดขึ้น ซึ่งสงครามการดีเบตของทั้งสองฝ่ายตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลการ scaling ของ Bitcoin ต่อไปอีกแล้ว แต่อยู่ที่อีโก้ของทั้งสองฝ่ายล้วนๆว่าใครจะได้เป็นใหญ่มากกว่ากัน ดังนั้นถ้าหากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการเสียสละลดอีโก้ของตนเองลงและยกผลประโยชน์ของคนหมู่มากมาเป็นใหญ่ ก็จะทำให้ Bitcoin นั้นได้เห็นด้านสว่างของมันที่มากกว่านี้

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น