<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

จริง ๆ แล้วการ HODL คริปโตดีอย่างคิดไหม ?

หากผู้อ่านอยู่ในวงการคริปโตมาสักพัก จะเริ่มสักก็จะเริ่มเห็นคำว่า HODL ผ่าน ๆ ตาบ้างแล้ว หากใครยังไม่ทราบคำว่า HODL มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Hold ที่แปลว่าการถือ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแสลงหรือมีมไปแล้ว แต่ความหมายยังเหมือนเดิมคือการถือเหรียญคริปโตต่อไป ไม่ยอมขาย ถึงแม้ว่าศัพท์ดังกล่าวจะถูกมองเป็นเรื่องตลก แต่มันก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการทำกำไรในวงการคริปโต เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันนั้น มีนักลงทุนจำนวนมากทำการ HODL ตามกระแส เนื่องจากพวกเขาเชื่อกันว่า มันจะเป็นทำให้พวกเขาได้กำไรหลายเท่าตัวในที่สุด แต่ความจริงแล้วการ HODL นั้น เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ดีหรือไม่

ก่อนอื่นที่จะทราบได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวดีหรือไม่ ต้องมีการเปรียบเทียบซะก่อนว่า มีกลยุทธ์อะไรอีกบ้างให้เราเลือกสำหรับการเทรดคริปโต ซึ่งในที่นี้จะแบ่งตามรูปแบบในการลงทุนระหว่าง…

การซื้อและขายเรื่อย ๆ

ด้วยธรรมชาติของตลาดคริปโตที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ราคาของแต่ละเหรียญสามารถขึ้นหรือลงได้มากตลอดเวลาในทุก ๆ วินาที ทำให้การลงทุนรูปแบบนี้สามารถทำกำไรให้กับนักเทรดได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ในระยะเวลาสั้น ๆ ภายในไม่กี่วันหรือสัปดาห์เท่านั้น

ข้อดีของกลยุทธ์นี้คือเรามีความสามารถและอำนาจในการ cut-loss (การตัดสินใจขายอย่างมีวินัย เมื่อราคามาถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เนื่องจากต้องการรักษาทุนไว้) ทำให้ยังอยู่รอดและสามารถเล่นในตลาดคริปโตได้ ในโอกาสต่อไป หากเจอสัญญาณ หรือโอกาสใหม่ และหากเล่นถูกตามระบบและมีวินัย สามารถทำกำไรได้ไวกว่า และมีสามารถบริหารความเสี่ยงได้มากกว่าการ HODL ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ราคา Bitcoin ร่วงลงจาก 11,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 8,500 ดอลลาร์ในเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งหากเราตั้งใจ cut-loss ที่ 10,000 ดอลลาร์และค่อยทยอยซื้อกลับที่ 8,500 ดอลลาร์ เราจะมีจำนวน Bitcoin เพิ่มขึ้นถึง 17 เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่เรามีวินัยเท่านั้น

นอกจากนี้ยังนักลงทุนด้วยกลยุทธ์นี้มีสภาพคล่องในพอร์ตที่มากกว่าด้วยเนื่องจากพวกเขาพร้อมที่จะขายและถอนเงินออกมาตลอดเวลา

แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสียของมันคือ นักเทรดที่ใช้กลยุทธ์นี้จำเป็นต้องมีเวลาคอยนั่งดูกราฟ, ติดตามข่าวสาร และวิเคราะห์กราฟตลอดเวลา จึงจะเห็นผลดียกตัวอย่าง เช่น หากใช้กลยุทธ์นี้แล้วต้องการที่จะทำกำไรไว ๆ กับเหรียญที่ไม่แน่ใจว่ามีพื้นฐานดีไหม ในช่วงเวลาที่ราคาของเหรียญพุ่งขึ้นสูงนั้นนักลงทุนก็อาจจะขายไม่ทันทำให้ติดดอย เนื่องจากมีการเทขายเกิดขึ้น (ทำการเข้าซื้อ จากนั้นราคาในตลาดร่วงลงต่ำกว่าที่ซื้อ) จนทำให้จำเป็นต้อง cut-loss และพอหลาย ๆ รอบเข้าก็อาจทำให้สูญทุนหมดได้ เช่น เหรียญ LUN ที่พึ่งถูกลิสต์เข้า Binance ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่ราคาของมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้น ๆ และร่วงลงอย่างรวดเร็วในเวลาสั้น ๆ เช่นกัน

สิ่งที่จำเป็นสำหรับการเทรดแบบนี้ คือ ต้องมีวินัยและระบบที่ดีในการบริหารความเสี่ยงของตน มีการแบ่งไม้เข้าซื้อขาย ไม่ผลีผลาม All-in

การซื้อแล้วถือยาว

หากพูดถึงการซื้อและถือยาว หรือการ HODL นั้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนในอันดับแรกเลยว่า

ข้อดีของมันคือ เราแทบจะไม่ต้องเสียเวลาในการนั่งเฝ้าจอหรือมือถือเลย เราแค่จัดสรรปันส่วนทุนของเรา แล้วทยอยเข้าซื้อในราคาที่เรารับได้ และเหมาะสม จากนั้นก็นั่งดูมูลค่าของพอร์ทเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

อ้างอิงจากมูลค่าของเหรียญต่าง ๆ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2017 และ 2018 บน Coinmarketcap โดยหากเรา HODL คริปโต 6 เหรียญที่มีอายุเกิน 1 ปี จาก Top 10 เป็นเวลา 1 ปี เราจะเห็นได้ว่า

  • Bitcoin: 1753 ดอลลาร์ เป็น 8834 ดอลลาร์ คิดเป็น 504 เปอร์เซ็นต์
  • Ethereum: 94.59 ดอลลาร์ เป็น 737.22 ดอลลาร์ คิดเป็น 779 เปอร์เซ็นต์
  • Ripple: 0.237 ดอลลาร์ เป็น 0.749 ดอลลาร์ คิดเป็น 316 เปอร์เซ็นต์
  • Bitcoin Cash: 555.89 ดอลลาร์ เป็น 1455.56 ดอลลาร์ คิดเป็น 261 เปอร์เซ็นต์
  • Litecoin: 27.27 ดอลลาร์ เป็น 147.44 ดอลลาร์ คิดเป็น 540 เปอร์เซ็นต์
  • Stellar: 0.038 ดอลลาร์ เป็น 0.372 ดอลลาร์ คิดเป็น 978 เปอร์เซ็นต์

เหรียญทุกตัวนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็นอย่างต่ำ หากเทียบกับการลงทุนปกติแล้ว นับว่าเป็นผลตอบแทนที่เยอะมาก ๆ และนี่ยังไม่รวมถึงสภาพตลาดในตอนนี้ที่อยู่ในขาลงอีกด้วย ซึ่งจริง ๆ ในหนึ่งปีที่ผ่านมานั้นเหรียญดังกล่าวได้ขึ้นไปแตะราคาสููงสุดในช่วงนั้นแล้วทั้งนั้น และอีก 4 เหรียญที่เหลือใน Top 10 คือพวกที่อายุไม่ถึง 1 ปี แต่ทุกตัวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าหมดในระยะเวลานั้น ๆ 

และแน่นอนว่าข้อเสียของมันคือ หากเราไม่มีความรู้ ความเข้าใจในพื้นฐานของเหรียญที่เราถือ แล้วเกิดไปตัดสินใจ HODL เหรียญที่พื้นฐานไม่ดีนั้น เราจะก็อาจไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา เนื่องจากเหรียญนั้นไม่ได้มีการพัฒนา และไม่มีการสร้างมูลค่าอะไรเพิ่มเติมให้กับวงการคริปโต, Blockchain หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ เลย นอกจากนี้หากยังไม่สามารถทำการ cut-lossได้ ซึ่งอาจจะทำให้ติดดอยและไม่สามารถถอนทุนก่อนนั้นไปทำอย่างอื่นได้ และที่สำคัญคือสภาพจิตใจของผู้ถือนั้นต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อเหรียญที่ถือ เนื่องจากราคาของมันวิ่งขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้อาจเกิดการตกใจ (Panic) และตัดสินใจขายไปได้

แบบไหนดีกว่า ?

เมื่อเราทราบถึงทั้งสองกลยุทธ์ สรุปแล้วการเทรดแบบไหนดีที่สุด คำตอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับ Style แต่ละคน ซึ่งสิ่งนี้ผู้เขียนเชื่อว่าไม่สามารถบอกกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าการเทรดแบบนี้ดีที่สุด เนื่องจากแต่ละคนมีปัจจัยที่แตกต่างกันไปทั้ง เวลา ความรู้ ความสามารถ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่หากให้ตัดสินคร่าว ๆ หากใครมีเวลาเฝ้าจอตลอดเยอะ, มีความรู้ในการดูกราฟ, มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี, มีวินัย ก็ให้ทำการเทรดแบบซื้อขายเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมี Requirement เยอะไปซะหน่อยแต่ผู้เขียนเชื่อว่าได้กำไรเยอะและไวกว่าสาย HODL ในขณะเดียวกันก็ขาดทุนเยอะและไวกว่าเช่นกัน เพราะฉะนั้นศึกษาให้ดีก่อนเลือกกลยุทธ์นี้

แต่หากใครไม่มีเวลามาก และมีความรู้ ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงอยู่ไม่มากนัก ก็ให้เลือกการ HODL เนื่องจากเราสามารถฝังลืมมันไปได้เลย และที่สำคัญคือมันไม่จำเป็นต้องมานั่งดูแล วิตกกังวลว่าจะขายหรือไม่ขายให้ยุ่งยาก แค่เราศึกษา มีความรู้ เข้าใจ มีความเชื่อ ซื้อ และถือมัน ทำวนไปเรื่อย ๆ ในระยะเวลาไม่กี่ปีพอร์ทของท่านจะเติบโตขึ้นได้ไม่ยาก

เพราะฉะนั้นควรใช้วิจารณญาณให้ดีก่อนที่จะทำการลงทุนหา Style ที่เหมาะกับเราที่สุด และอย่าลืมที่จะใช้เงินเย็นในการลงทุนเท่านั้น

ที่มา Medium

Read previous post:

ตอนนี้เมืองไ...

Close