<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

bitkub-2022-769x90

สื่อด้านการเงินระดับโลก Forbes เริ่มตั้งคำถาม ว่านี่ใช่จุดจบ Blockchain แล้วหรือไม่

bitkub-2022-768x90

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

Bitcoin และคริปโตตัวอื่น ๆ ถูกนำมาพูดกันอย่างแพร่หลายถึงการนำไปใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย และมีคำกล่าวว่า Blockchain จะเป็นตัวปฏิวัติอุตสาหกรรมอื่น ๆ ตั้งแต่ธนาคาร เพชร อาหารและอื่น ๆ อีกมากมาย

ถึงจุดจบของ Blockchain หรือยัง

อ้างอิงจากเว็บด้านการเงินชื่อดังระดับโลก Forbes ได้มีรายงานอ้างอิงว่า 43 โครงการที่ได้เริ่มทดลองใช้เทคโนโลยี Blockchain ซึ่งในรายงานนั้นระบุว่าไม่มีโครงการไหนเลยที่สามารถใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการที่จะทำให้ธุรกิจของพวกเขานั้นสำเร็จลุล่วงเป้าหมายได้

bitazza-may-768x90

ราคา Bitcoin และคริปโตตัวอื่น ๆ ได้ร่วงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์หรือบางตัวก็ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นี่จึงเป็นคำถามที่ว่า Decentralized หรือเทคโนโลยี DLT นั้นถึงจุดจบหรือไม่?

เทคโนโลยี Blockchain ส่วนใหญ่ที่เจอในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมามักจะอยู่ในรูปแบบของ Scam ที่ถูกสร้างโดยอุตสาหกรรม Blockchain หรือ Cryptocurrency

ICO และเว็บเทรดคริปโต

เว็บเทรดคริปโตหลายเว็บก็ได้ปิดตัวลงพร้อมทั้งเอาเงินที่นักลงทุนไปซื้อเหรียญคริปโตหายไปด้วย แม้แต่โปรเจกต์การระดมทุน ICO ก็ล้มเหลว สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก

การระดมทุน ICO ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิธีการระดมทุนแนวใหม่สำหรับธุรกิจ โดยการนำเอาคริปโตเข้ามาช่วยเหลือ และทำให้ธุรกิจนั้นสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามมันขาดความโปร่งใสในเชิงปฏิบัติ อยู่ดี ๆ โปรเจกต์นี้อาจหลุดลอยหายไปกลางอากาศโดยในที่สุดผู้ดูแลกฏหมายต้องออกมาดูแลและคอยเตือนการระดมทุน ICO อย่างใกล้ชิด

Blockchain กับบริษัท

อ้างอิงจาก Forrester ถึงแม้ Blockchain จะมีชื่อเสียงในแง่ลบ แต่ในหลาย ๆ บริษัทก็เริ่มใช้เทคโนโลยี DLT ในบริษัทแล้ว โดยหลีกเลี่ยงคำว่า Blockchain และใช้คำว่า DLT นั่นเอง

นอกเหนือจากนั้น Blockchain ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีก การที่จะทำให้มันถูกยอมรับหรือนำไปใช้งานมากขึ้นนั้นอาจยากเพราะว่า มันยากที่จะอธิบายคำว่า Blockchain ได้หรืออธิบายว่า Blockchain มันมาปฎิวัติอุตสาหกรรมทางการเงินได้อย่างไรนั่นเอง แต่ที่แน่ ๆ Blockchain มันสามารถเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมของเราได้อย่างปลอดภัย

แต่บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อมในการผลิตกระแสไฟฟ้าและนำมาใช้ขุดเหมืองอย่างเหรียญ Bitcoin ซึ่งใช้พลังงานมหาศาล

อ้างอิงเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีรายงานว่าเครือข่าย Bitcoin กินพลังงานไฟฟ้ามากถึง 42 terawatts ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนมากกว่าพลังงานทั้งหมดที่ประเทศนิวซีแลนด์และฮังการีใช้เสียอีก และนอกจากนั้นยังผลิตก๊าซ CO2 ประมาณ 20 megatons หรือคิดง่าย ๆ ก็คือมีเที่ยวบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกประมาณหนึ่งล้านเที่ยว

นักวิเคราะห์จาก Forrester คาดว่าปี 2019 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “Blockchain Winter” เพราะหลาย ๆ คนยังขาดความเข้าใจด้านเทคโนโลยี Blockchain เกิดความสับสนในโปรเจกต์ต่าง ๆ

มันอาจไม่ถึงกับหายนะแต่หลาย ๆ คนก็ชี้ว่ามันยังไม่ถึงช่วงเวลาของเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ได้เรียนรู้มาจากเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligence) ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งในปัจจุบันพวกเราก็แค่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลและนำไปประมวลผลและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้ ฉะนั้น AI ได้ผ่านช่วงของ “AI Winters” มาแล้ว ก่อนที่มันจะได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน

Bitcoin และ Ethereum ทำให้เกิดความคิดริเริ่มต่าง ๆ เช่นการลงทุนของ Kodak ที่พวกเขาได้เข้าสู่วงการ  Blockchain เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมาแต่สุดท้ายก็ได้หายไป ถ้าแนวคิดเทคโนโลยี Distributed Ledger นั้นทำให้ข้อมูลนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ก็อาจทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นที่น่าสนใจและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรความคิดเห็นจากนักวิจารณ์หลายคนก็ลงความเห็นว่า Blockchain ไม่น่าจะมีความสำคัญเท่าไรในปี 2019 ถ้าเทียบกับปี 2018 และเวลาเท่านั้นที่จะคอยบอกพวกเราว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของ Blockchain หรือไม่นั่นเอง

กดคลิกเพื่อแสดงความเห็น

miningpro-may-768x90