<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

อัปเดต: ภัยร้ายบนโลกไซเบอร์ที่จะขโมยเงินในกระเป๋าเก็บคริปโตของคุณ และวิธีการป้องกัน

กระเป๋าเก็บคริปโตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเทรดคริปโตเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เหมือนเป็นคลังเก็บสินทรัพย์ของเราในรูปแบบดิจิทัลนั่นเอง

ในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นข่าวที่มีแฮ็กเกอร์แฮ็กกระเป๋าเก็บคริปโตต่าง ๆ มากมาย โดยอาจเป็นกระเป๋าที่อยู่บนเว็บเทรด หรือแม้แต่ Hardware Wallet ก็มีบ้าง

ส่วนใหญ่แล้วเหยื่อที่โดนแฮ็กนั้นจะมาจากความประมาทของตัวเอง โดยที่ไม่มีมาตรการที่ดีพอในการป้องกันการโจมตีจากแฮ็กเกอร์

ในปี 2019 แล้วเราจึงจำเป็นที่จะต้องหาหนทางที่จะป้องกันเหตุการณ์ที่จะถูกแฮ็กนี้ ลองมาดูสี่สถานการณ์ที่จะพบเจอและวิธีการหลีกเลี่ยงกัน

Private Keys ถูกเปิดเผย

Private Keys คือสิ่งที่จะต้องอยู่กับผู้ใช่ ก็เพราะว่ามันชื่อ Private Keys นั่นแหละ

บางครั้งการที่คุณถูกขโมย Private Keys ก็ไม่ใช่ความผิดคุณทั้งหมด เพราะว่าบางคนอาจถูกแฮ็ก Email หรือจำพวก Cloud Storage ที่เก็บ Private Keys ของคุณเอาไว้ หรือในบางครั้ง Private Keys ของคุณอาจถูกขโมยจากการใช้ Wifi สาธารณะที่ไม่มีการป้องกัน

วิธีป้องกันก็คือ ถ้าคุณโดนขโมย Private Keys แล้วนั้น ทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราได้มีการเข้ารหัส (Encrypted) อีกขั้นหนึ่งไว้แล้วหรือเปล่า หรือถ้าคุณเก็บ Private Keys ในรูปแบบกระดาษทั่วไป ก็ขอให้มั่นใจว่าได้เก็บในที่ที่ปลอดภัย

นอกจากนี้อาจใช้วิธีการติดตั้ง VPN ซึ่งจะช่วยในการ Encrypted การรับส่งข้อมูล และไม่มีใครดัก Keys ของคุณได้ในการเข้าเว็บนั่นเอง

ผู้ให้บริการกระเป๋าเก็บคริปโตแบบ Third-Party ถูกโจมตี

ถ้ายังจำกันได้เมื่อเดือนธันวาคมปลายปี 2017 ที่เว็บ NiceHash ถูกแฮ็ก แฮ็กเกอร์ได้ขโมย Bitcoin เป็นมูลค่ากว่า 64 ล้านดอลลาร์โดยผ่าน Laptop ของพนักงาน เราจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่าผู้ให้บริการเองก็ยังโดนโจมตีได้อย่างง่ายดาย

วิธีป้องกันก็คือหมั่นโอนเงินจากกระเป๋าเก็บคริปโตจากผู้ให้บริการมายังกระเป๋าของคุณเองไว้ในเครื่องหรือโอนเข้า Hardware Wallet ไปเลย

Address Bitcoin ของผู้รับถูกปลอมแปลง

บางครั้งแฮ็กเกอร์อาจทำให้ PC หรือคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานติด Malware ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Address Bitcoin ไปสู่แฮ็กเกอร์ ซึ่งวิธีนี้นั้นถ้าผู้ใช้งานไม่ได้สังเกตตอนกด Copy Address แล้วกด Paste ทันที Address ก็จะถูกเปลี่ยนไปยังของแฮ็กเกอร์แล้วนั่นเอง

ในความเป็นจริง Bitcoin ไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้และไม่สามารถย้อนคืนการทำธุรกรรมได้ด้วย แฮ็กเกอร์อาจใช้วิธีทำ Address Bitcoin ปลอมในการบริจาคการกุศลเพื่อหลอกเอา Bitcoin จากเหยื่อ

วิธีการตรวจสอบนั้น ไม่ยากเพียงแค่ทำการตรวจสอบการ Copy Address Bitcoin และตรวจเช็คการกด Paste บนช่องผู้รับ สุดท้ายลองกด Ctrl+F (สำหรับ Windows) หรือ Command+F (สำหรับ macOS) ว่า Address นั้นเหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนเปลี่ยนให้ตรงและทำการใช้ Antivirus ค้นหา Malware และทำลายมันซะ

บริษัทหรือผู้ให้บริการกระเป๋าเก็บคริปโตปิดตัว

ในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมามีผู้ให้บริการด้านการเป็นกระเป๋าเก็บคริปโตมากมายก่ายกอง แน่นอนว่าบางเจ้ามีความน่าเชื่อถือ หรือบางเจ้าอาจเปิดมาเพื่อมา Scam ผู้ใช้งานโดยเฉพาะ

วันดีคืนดีผู้ให้บริการเหล่านั้นอาจปิดตัวหรือลอยนวลหายไปในสักวันหนึ่งและขโมยเงินของผู้ใช้งานไปด้วย เมื่อถึงจุดนี้นั้น ผู้ใช้งานก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว และอาจต้องมาเริ่มสะสมคริปโตกันใหม่

วิธีการก็คือลองถามผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตก่อนไปใช้บริการ หรือแม้แต่ไปหารีวิวอ่านจากต่างประเทศว่ามีผู้ใช้บริการเจ้านี้หรือไม่ เพราะว่าถ้ามัน Scam จริงก็จะมีผู้ใช้งานออกมารายงานกันอย่างแน่นอน

สุดท้ายการที่เราจะถูกแฮ็กหรือไม่ถูกแฮ็กก็ขึ้นอยู่กับตัวเองรวมไปถึงการบริหารเงินคริปโตของคุณ โดยอาจจะแบ่งเก็บไว้ใน Hardware Wallet ต่าง ๆ หรือผู้ให้บริการกระเป๋าเก็บคริปโตที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับจากผู้คนหมู่มาก และหมั่นตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของตัวเองว่าติด Malware บ้างหรือเปล่าอีกด้วย

Read previous post:

นอกจากนี้ในป...

Close