<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

3 ความผิดพลาดที่นักลงทุนมองข้ามไปเมื่อทำการเก็บและดูแลคริปโต

การลงทุนคริปโตนั้นมีความแตกต่างจากการลงทุนสินทรัพย์อื่น ๆ ตรงที่ ยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมเท่าไรนัก เพราะงั้นการดูแลสินทรัพย์ที่ไปลงทุนมาโดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนต้องเป็นผู้จัดการและรับผิดชอบเอง กล่าวคือ ถ้าเกิดคริปโตสูญหายไปไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม มันก็เป็นเรื่องยากที่จะนำมันกลับคืนมา ซึ่งนักลงทุนส่วนมากมักไม่ทราบถึงประเด็นนี้ และมักจะสนใจแค่ว่า การลงทุนเหรียญไหนจะทำให้พวกเขาได้กำไรมากที่สุด ความพยายามเหล่านั้นอาจไร้ประโยชน์ได้ ถ้าหากไม่รู้วิธีการเก็บรักษาคริปโตที่อุตส่าห์หามาได้อย่างยากเย็นให้เป็น

ในบทความจะทำการอธิบายถึงความผิดพลาด 3 อันดับแรก ๆ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบมองข้ามไปเมื่อตอนที่พวกเขาจะเก็บคริปโตให้ปลอดภัยกัน

คิดว่าเว็บเทรดคริปโตเป็นธนาคาร

นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะใช้เว็บเทรดคริปโตเป็นที่เก็บคริปโตสกุลต่าง ๆ ของพวกเขาที่ซื้อมา เนื่องจากความสะดวกสบายในการย้ายไปเทรดในเว็บอื่น ๆ ต่อ หรือการสามารถเทขายได้ทันทีหากต้องการ แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว เว็บเทรดคริปโตนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบไว้สำหรับการเก็บคริปโตเลยซะทีเดียว

ในประวัติศาสตร์ของวงการคริปโตหลายปีที่ผ่านมา มีเว็บเทรดคริปโตมากมายถูกแฮ็ก ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2014 เว็บเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในตอนนั้น Mt.Gox ล้มละลายหลังถูกแฮ็กเสียหายหลายกว่า 450 ล้านดอลลาร์ หรือในปี 2018 ที่เว็บเทรดคริปโต Coincheck ถูกแฮ็กเสียหายกว่า 530 ล้านดอลลาร์ เป็นต้น

จากเหตุการณ์เหล่านี้จะสังเกตได้ว่า เว็บเทรดที่ดู “น่าเชื่อถือ” นั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถถูกแฮ็กได้ ถ้าให้พูดกันตามจริง ระดับความปลอดภัยของธนาคารกับเว็บเทรดคริปโตนั้นย่อมมีความต่างกันอยู่แล้ว การที่คิดว่าสามารถฝากคริปโตไว้ได้นั้นเป็นเรื่องผิดอย่างมหันต์

ไม่ได้ทำการบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ 

การลงทุนคริปโตนั้นก็ถือเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ควรจะต้องมีการจดรายละเอียดต่าง ๆ ลงไป เช่นเงินทุน, เก็บไว้ที่ไหน, Password อะไร, ซื้อวันไหน, ซื้อจำนวนเท่าไร, ซื้อที่ไหน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ถ้าหากนักลงทุนคนไหนยังไม่ได้ทำการบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ก็ควรจะรีบทำตั้งแต่วันนี้ เพราะว่า เราจะได้สามารถรับรู้ได้ว่าในปัจจุบันเราได้กำไรแล้วหรือว่ากำลังขาดทุนอยู่ และที่สำคัญรายละเอียดเหล่านี้ อาจมีความจำเป็นขึ้นมาได้ในตอนที่ต้องยื่นภาษี

ถึงแม้ในปัจจุบัน นักลงทุนชาวไทยจะยังไม่ต้องจ่ายภาษีเวลาได้กำไรจากคริปโต แต่เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการบังคับใช้กฎหมายเรียบร้อยแล้วว่าจะมี Capital Gain 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น หากใครจดรายละเอียดไว้ครบถ้วน ก็อาจนำไปแจ้งได้ว่าเรามีรายละเอียดแบบนี้ทำให้เสียภาษีได้แม่นยำมากขึ้น

ยังไม่ได้ใช้ Hardware Wallet

ถ้าหากคุณคือนักลงทุนคนหนึ่งที่คิดว่า จะลงทุนกับคริปโตในระยะยาว แนะนำเป็นเป็นอย่างยิ่งให้ซื้อ Hardware Wallet เก็บไว้ ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็ได้ ข้อดีของ Hardware Wallet นั้นมีมากมาย เช่น มีความปลอดภัยมากกว่าเก็บไว้ในเว็บเทรดคริปโต เนื่องจากไม่ได้ตกเป็นเป้าของแฮ็กเกอร์ เพราะมีเงินอยู่ก้อนเดียว ต่างกับ Hot Wallet ของเว็บเทรดที่เก็บเงินไว้จำนวนมาก ๆ, มีความปลอดภัยหลายขั้นตอนกว่าเว็บเทรดคริปโต และอื่น ๆ อีกมากมาย

ถึงแม้ Hardware Wallet รุ่นแรก ๆ นั้นจะยังไม่ค่อยมีความสะดวกอะไรมากนัก แต่รุ่นหลัง ๆ ที่เริ่มออกมาก็เริ่มมีข้อดีที่เกือบเทียบเท่าเว็บเทรดมากขึ้นเช่น สามารถใช้งานในมือถือได้ด้วย หรือสามารถซื้อขายคริปโตได้ในตัว Wallet เลยเป็นต้น

Hardware Wallet ส่วนใหญ่ที่หลาย ๆ คนใช้งานก็จะมี 2 ยี่ห้อหลัก ๆ คือของ Trezor และ Ledger ซึ่งราคาไม่กี่พันเท่านั้น แล้วแต่ว่าต้องการความ Premium ขนาดไหน ซึ่งการลงทุนกับเงินไม่กี่พันนี้เพื่อเก็บคริปโตจะคุ้มค่ากว่าการไปรอลุ้นว่าจะถูกหรือไม่แน่นอน

สรุป

การเก็บคริปโตให้ปลอดภัยนั้นไม่ได้ง่าย, ไม่ได้ยาก และไม่ได้แพงอย่างที่หลาย ๆ คนคิด ควรแยกแยะให้ออกว่าเว็บเทรดคริปโตนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อเก็บคริปโต แต่มีไว้เพื่อ “เทรด” และทำการ “นำเงิน Fiat เข้าและออก” เท่านั้น ควรจะเก็บคริปโตไว้บนนั้นเท่าที่จะใช้เทรดพอ ส่วนที่เหลือให้ทำการเก็บไว้ที่ Hardware Wallet ของเรา เพื่อที่จะการันตีได้แบบสบายใจว่า จะไม่สูญหายอย่างแน่นอน เพียงเท่านี้คริปโตที่เราหามาเหนื่อยยากก็จะอยู่กับเราได้อย่างปลอดภัยแล้ว