<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ดูเหมือนว่านักขุด Ethereum จะต้องเจอกับเหตุการณ์ Difficulty Bomb อีกครั้ง

ดูเหมือนว่าในตอนนี้ Ethereum Blockchain กำลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ “difficulty bomb” ที่ฝังอยู่ในโค้ด ซึ่งการ Hard Fork ที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้นั้นก็ถูกคาดหวังให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้

ในตอนแรกโค้ดจำนวนหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้นักขุดและนักพัฒนาจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนอัลกอริทึมแบบ proof-of-work มาเป็น proof-of-stake ส่งผลให้ค่า difficulty เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ บน Blockchain Ethereum เมื่อเทียบจากปี 2015 ตั้งแต่สมัย CCO คนก่อนของ Ethereum นาย Stephan Tual

เหตุการณ์ difficulty bomb เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วหลังจากนั้นก็ได้มีการชะลอเหตุการณ์ difficulty bomb ออกไปถึง 2 ครั้ง กล่าวคือในเดือนมิถุนายนปี 2017 และเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ในตอนแรกผลกระทบของโค้ดก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างช้า ๆ จนเป็นที่สังเกตได้อย่างชัดเจนบนเครือข่ายในช่วงเวลาต่อมา

จากรายงานของ Etherscan เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเปิดเผยว่าการออกเหรียญ ETH เพื่อเป็นรางวัลให้กับนักขุด (block reward) นั้นลดลงเหลือ 13,131 ETH เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วที่ให้ block reward มากกว่า 20,000 ETH

นอกจากนั้นจากรายงาน  Etherscan ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้วพบว่า Ethereum มีจำนวนบล็อกเกิดขึ้นต่อวันน้อยลง โดยเฉลี่ย ณ ขณะนี้มีบล็อกเกิดขึ้นต่ำกว่า 4,500 blocks

ทางด้านนาย Afri Schoedon ผู้จัดการฝ่ายจัดจำหน่ายของ Parity Ethereum Client คาดการณ์ว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข อีกประมาณ 2-3 เดือนนับจากนี้เหตุการณ์ difficulty bomb จะทำให้ Ethereum Blockchain หยุดชะงักและมีระดับต่ำสุดกว่าที่เคยเป็นมา

เพราะฉะนั้นก่อนที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการชะลอเหตุการณ์ difficulty bomb ออกไปอีกครั้งประมาณ 12 เดือนระหว่างการอัปเกรด Constantinople

การอัปเกรด Constantinople ก่อนหน้านี้ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะอัปเกรดเสร็จและเปิดใช้งานภายในเดือนนี้เมื่อบล็อกมีจำนวน 7,280,000 บล็อกซึ่งตัวอัปเกรด Constantinople จะเข้ามาเพิ่มความเสถียรให้กับบล็อกโดยเฉลี่ย 5,700 บล็อกต่อวันและช่วยลดระยะเวลาการสร้างบล็อกใหม่ลงเหลือประมาณ 15 วินาทีต่อบล็อก (อ้างอิงจากการให้ข้อมูลของนาย Schoedon)

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่นักพัฒนาหลักของ Ethereum ได้พยายามแก้ปัญหาโค้ดของ difficulty bomb ซึ่งนาย Schoedon ได้แสดงความเบื่อหน่ายที่จะต้องเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องของ difficulty bomb และจัดการกับผลกระทบของมันที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำ ๆ โดยเขากล่าวว่า:

“Difficulty Bomb เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากและไม่มีประโยชน์”

เวลาหมดลงแล้ว

นาย Schoedan ได้พูดถึงการเปลี่ยนอัลกอริทึมมาเป็น  PoS หรือที่เรียกว่า Ethereum 2.0 (หรือ Serenity) ว่ามันอาจจะไม่เกิดขึ้นภายในปีนี้หรือปีหน้า เขากล่าวว่า:

“ส่วนตัวแล้วผมไม่ต้องการที่จะจัดการกับเรื่อง difficulty bomb อีกต่อไป เพราะตัว Serenity ก็คงไม่ได้เปิดใช้งานภายในปีนี้หรือปีหน้าด้วย เพราะฉะนั้นทำไมต้องทำด้วยล่ะ ?”

ในประเด็นนี้นาย  Eric Conner ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ETHHub ได้แสดงความเห็นว่าแรงจูงใจที่จะแก้ปัญหาเรื่องผลกระทบจาก difficulty bomb ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว

“ตอนนี้ผมคิดว่าสังคมและนักพัฒนามุ่งความสนใจไปที่ Ethereum 2.0 และ PoS” ณ จุดนี้ นักพัฒนาจึงโฟกัสกับการอัปเกรดมากกว่า”

แต่นักพัฒนาบางคงก็เห็นว่า difficulty bomb มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเครือข่าย

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง  Ethereum Improvement Proposal (EIP) นาย Schoedon เหฺ็นว่ามันจะช่วยชะลอเหตุการณ์ Difficulty Bomb แน่นอน รวมถึงนาย Marcus Ligi ผู้ก่อตั้ง Walleth (เป็นวอลเล็ท Ethereum สำหรับ android) ก็ได้กล่าวว่า

“ผมกลัวว่าหากไม่มี difficulty bomb แล้ว พวกเราอาจจะไม่เห็นการอัปเกรดระบบนี้เลย ผู้คนก็จะไม่อัปเดทซอฟต์แวร์เพราะมันไม่มีความจำเป็น”

เหตุการณ์ Difficulty Bomb ในอดีต

จากการชะลอเหตุการณ์ Difficulty Bomb ไปก่อนหน้านี้ในการอัปเกรดระบบ Byzantium ในตอนนั้นผู้ใช้งานได้เผชิญกับจำนวนบล็อกที่เกิดขึ้นน้อยลงในช่วงปี 2017

ค่า difficulty จากการขุดเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยสองประการและปัจจัยทั้งสองนี้ส่งผลให้เกิด bomb ในทุก ๆ 100,000 บล็อก เพราะเหตุนี้ในช่วงเดือนตุลาคมปี 2017 ก่อนการอัปเกรด Byzantium ช่วงเวลาของบล็อกบนเครือข่าย Ethereum จึงเพิ่มขึ้นถึง 30 วินาทีต่อบล็อก

ในช่วงนี้นาย Conner จึงไม่สามารถจินตนาการได้ว่าผลกระทบจากเหตุการณ์  difficulty bomb บนเครือข่าย Ethereum จะเป็นเช่นไรต่อไป ทำให้การอัปเกรด Constantinople อาจจะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีปัญหาในเรื่องของค่า difficulty ที่บล็อก 7,300,000

นอกจากนั้นเมื่อเปิดใช้งานตัว Constantinople แล้ว block reward จากการขุดจะลดลงจาก 3 ETH เหลือ 2 ETH การลดจำนวนรางวัลนี้ก็เพื่อลดผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อบนเครือข่ายเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ difficulty bomb

จากกราฟด้านล่างของ ETHHub จะแสดงให้เห็นว่าจะมีการออกเหรียญ ETH น้อยลงเรื่อย ๆ ในปีต่อ ๆ ไป

พิจารณาจากกราฟเส้นสีส้มจะเห็นว่าเทรนด์การออกเหรียญ ETH ขึ้นอยู่กับการเปิดใช้งาน Constantinople และ Serenity เป็นอย่างมากและจะเป็นเช่นนี้ไปอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า ในขณะที่ตัวทดลองของ Serenity คาดว่าจะเปิดใช้งานในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

อ้างอิงจาก coindesk

Read previous post:

ผู้บริหารของ...

Close