<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

รัฐบาลเยอรมณีอนุมัติตราสารหนี้ในรูปแบบเหรียญ Ethereum มูลค่ากว่า 280 ล้านดอลลาร์แล้ว

ในวันอังคารที่ 23 กรกรฏาคมนี้เอง บริษัททางด้านคริปโตอย่าง Fundament Group ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเยอรมณีได้เปิดเผยว่าตนได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐบาลซึ่งกำกับดูแลทางด้านคริปโตในชื่อ BaFin ให้เปิดขายเหรียญซึ่งเป็นการนำตราสารหนี้ทางด้านอสังหาริมทรัพย์มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลโดยใช้ระบบของ Ethereum เป็นฐาน ซึ่งการขายครั้งนี้คิดเป็นมูลค่ากว่า 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯโดยผู้นักลงทุนรายย่อยก็สามารถเข้าลงทุนได้โดยไม่มีการจำกัดขั้นต่ำแต่อย่างใด อ้างอิงจากแพลทฟอร์มของ BaFin

ทั้งนี้ทางหน่วยงานผู้ออกกฎหมายด้านการเงินแห่งเยอรมัน Federal Financial Supervisory Authority หรือ BaFin (บ้าฝิ่น) เองได้ออกมาให้สัมภาษณ์แก่สื่อว่า

“เราสามารถยืนยันได้แล้วว่าพวกเราได้ให้การอนุมัติให้บริษัท Fundament Group ดำเนินโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี้จะเป็นครั้งแรกของเราที่อนุญาตให้บริษัทมีการดำเนินการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งมีตราสารหนี้บนอสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักค้ำประกัน แต่กรณีนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกในวงการคริปโตที่มีการเปิดให้ลงทุนในรูปแบบดังกล่างแต่อย่างใด”

เหรียญดังกล่าวนั้นจะได้รับการเปิดทำการตลาดในเดือนถัดไป โดยตัวเหรียญนี้จะอยู่บนระบบ Blockchain แบบเปิดของ Ethereum ซึ่งใช้มาตรฐานที่เป็นที่นิยมอย่างมากตั้งแต่ช่วงที่มีการเปิด ICO ในระยะต้นอย่างมาตรฐาน ER-20 นอกจากนี้ผู้รวมก่อตั้งบริษัทดังกล่าวอย่างนาย Florian Glatz ยังได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่ามันตลาดสำหรับคริปโตรูปแบบนี้เริ่มคึกคักมากขึ้นแล้ว หลังจากที่เมื่อก่อนนั้นเป็นการดำเนินการในวงจำกัดซึ่งไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายกำกับดูแลทางการเงินเลย

การดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวนี้สามารถพบเห็นได้หลายกรณี ตัวอย่างเช่นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัท Inveniam Capital Partners ได้ดำเนินการแปลงทรัพย์สินอย่างอสังหาริมทรัพย์และหนี้สินมาเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 260 ล้านดอลลาร์ หรืออย่างกรณีบริษัท Templum Markets ซึ่งได้ทำการขายหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่แปลงมาจากส่วนทุนของบริษัท Colorado ski resort หรือแม้แต่กรณีบริษัทอย่าง Nivaura ได้มีการริเริ่มการแปลงหนี้และตราสารทุนโดยมีการกำกับดูแลอย่างเต็มรูปแบบโดยรัฐบาลและยังสามารถนำมาซื้อขายกันในตลาดรองได้อีกด้วย

นาย Florian Glatz  ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวกับสื่อว่า

“เหตุผลที่เราทนฝ่าฝันขั้นตอนที่ยาวนานและแสนลำบากนี้เป็นเพราะพวกเราต้องให้กำจัดอุปสรรคให้มันหมดไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นโครงการต่างๆจะมีข้อจำกัดเช่นอัตราการลงทุนขั้นต่ำที่มากกว่า 100,000 ยูโร หรือข้อจำกัดทางด้านปริมาณนักลงทุนที่เข้าร่วมได้ เป็นต้น ซึ่งครั้งนี้นั้นมันเป็นเสมือนการแปลงอสังหาริมทรัพย์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดวงกว้างเป็นการทั่วไปครั้งแรกของโลก”

อุปสรรคทางด้านกฎหมาย

เหรียญดังกล่าวของทางบริษัทนั้นจะอยู่บนโครงการการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์จำนวนทั้งหมด 5 โครงการ โดยมีสามโครงการอยู่ในเมือง Hamburg หนึ่งโครงการอยู่ในเมือง Frankfurt และอีกโครงการอยู่ในเมือง Jena ซึ่งคิดคำนวนเป็นพื้นที่การก่อสร้างกว่า 680,000 ตารางฟุต โดยได้คาดการผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมากพอสมควรเลยทีเดียว โดยนาย Florian Glatz  ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“การถือเหรียญดังกล่าวนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจทางด้านกฎหมายให้กับเหล่านักลงทุนว่าตนจะได้รับการชำระปันผลจากผู้ออกตราสารในอัตราตั้งแต่ 4% ถึง 8% อีกทั้งเมื่อระยะเวลาตามที่กำหนดได้สิ้นสุดลงแล้วพวกเค้ายังจะได้รับส่วนที่เป็นมูลค่าเต็มของเหรียญ ณ ​เวลาสิ้นสุดของตราสารคืนอีกด้วย”

“อย่างไรก็ตามเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการระบุตัวตนลูกค้าอย่าง know-your-customer หรือ KYC และกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินหรือ anti-money-laundering (AML) ทางบริษัทได้ใช้ระบบ IDnow ในการช่วยคัดกรองและยืนยันตัวตนลูกค้าผู้ลงทุน ซึ่งกระบวนการในการซื้อขายนั้นใช้เวลากว่า 3 นาทีก่อนที่เหล่านักลงทุนสามารถที่จะดำเนินการซื้อขายได้”

นาย Robin Matzke ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทดังกล่าวยังได้ออกมายืนยันว่าพวกเค้าจะไม่ทำการออกเหรียญดังกล่าวผ่านธนาคารการลงทุน แต่จะออกผ่านตัวบริษัทเองเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนและเป็นการเพิ่มผลตอบแทนให้กับเหล่านักลงทุนอีกด้วย ทั้งนี้เหล่านักลงทุนสามารถใช้ทั้ง Bitcoin เงินดอลลาร์ หรือเงินยูโรก็ได้ในการซื้อเหรียญดังกล่าว

ทางฝ่ายผู้ก่อตั้งยังได้ออกมาเปิดเผยถึงกระบวนการดำเนินการให้เป็นไปตามโครงสร้างการกำกับดูแลทางกฎหมายของสหภาพยุโรปอย่าง MiFID II นั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างมาก โดยนาย Robin Matzke ได้ออกมากล่าวว่า

“เราได้ยื่นโครงการดังกล่าวในช่วงเดือนธันวาคมปี 2018 และได้รับการอนุมัติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ซึ่งคิดเป็นช่วงเวลาการทำงานหนักกว่า 6 ถึง 7 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาเหล่านั้นทุกๆสองสัปดาห์เราจะได้รับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ระบุถึงสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนแปลง และได้เป็นแบบนี้เรื่อยไปจนท้ายที่สุดเอกสารทั้งหมดรวมกันแล้วเป็นจำนวนนับร้อยหน้าเลยทีเดียว ซึ่งมันจะเป็นไปไม่ได้เลยหาทีมของพวกเราไม่ได้ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งทางด้านเทคนิคและทางกฎหมาย”

“พวกเราประหยัดค่าทนายไปได้มากเลย เพราะเหตุผลที่ว่าพวกเราเนี่ยแหล่ะที่เป็นทนาย”

ที่มา : Coindesk

ร่วมหาคำตอบทิศทางราคา Bitcoin ได้ในงานมหกรรมด้านคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในไทยในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายนนี้ บัตรมีจำนวนจำกัด!จองที่นั่งเลย
+ +