<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สัญญาณที่เคยทำนายว่าราคา Bitcoin จะร่วงแตะ $8,000 อย่างแม่นยำเผย ขาลงสิ้นสุดแล้ว

เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่รักษาระดับ 10,000 ดอลลาร์มานาน แนวรับของ Bitcoin ก็ไม่สามารถสู้การเทขายได้ ทำให้ราคาของมันไหลยาวลงไปแตะ 7,700 ดอลลาร์ และปัจจุบันก็รักษาระดับอยู่ที่ 8,000 ดอลลาร์

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา BurgerCrypto ผู้ให้คำแนะนำด้านการลงทุน ได้เผยโมเดลในการทำนายราคาด้วยการใช้โปรแกรม Machine Learning ของ Facebook (Facebook’s Prophet) ซึ่งโมเดลนั้นได้ทำนายว่า ราคาของ Bitcoin นั้นจะลงไปต่ำกว่า 8,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนตุลาคมนี้

และผลก็ปรากฏว่า ราคาของ Bitcoin นั้นร่วงลงไปต่ำกว่า 8,000 ดอลลาร์จริง ๆ ตามที่โมเดลทำนายไว้

ขาขึ้นของ Bitcoin กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

ล่าสุด โมเดลดังกล่าวได้มีการทำนายอีกครั้งแล้วว่า Bitcoin กำลังจะกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นอีกครั้ง โดยรอบนี้จะมีราคาสูงกว่าจุดสูงสุดรอบล่าสุดที่ 20,000 ดอลลาร์ซะอีก

โมเดลนี้ใช้การคำนวณจากผลตอบแทนในอดีตของ Bitcoin, อัตราส่วน Stock to Flow Ratio และการทำนายด้วย Machine Learning ของ Facebook’s Prophet

จากรูปที่เห็นด้านล่าง จะเห็นได้ว่า Bitcoin นั้นจะแตะจุดต่ำสุดในเดือนตุลาคมนี้ และราคาของมันจะกลับตัวทะยานขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน จนทะยานอย่างต่อเนื่องยาว ๆ ไปทำ All-time High อีกรอบหนึ่งในราคา 27,500 ดอลลาร์

การทำนายของโมเดลนั้น ก็ไปตรงกับทวีตของ Data Dater นักวิเคราะห์ใน Twitter ซึ่งก็ชี้ว่า ขาลงของ Bitcoin นั้นกำลังจะสิ้นสุดแล้ว และกำลังจะมีราคาทะลุ 10,000 ดอลลาร์อีกครั้งในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ หรืออีกประมาณ 1 เดือนจากนี้เท่านั้น

อ้างอิงจากสัมภาษณ์ล่าสุดของ CNN นาย Mike Novogratz ได้เผยเหตุผลหลายประการว่าทำไม Bitcoin จะถูกต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยยกเหตุผลเช่น การที่ดอกเบี้ยปัจจุบันติดลบ, ความวุ่นวายทางการเมืองที่ไม่จบไม่สิ้น และความไม่ไว้วางใจในระบบแบบ Centralized

ยกตัวอย่างเช่นการที่บัญชีออมทรัพย์ในธนาคารมีดอกเบี้ยที่ติดลบนั้น เป็นการบังคับอ้อม ๆ ให้นักลงทุนหันไปใส่เงินเพื่อลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ แทน ซึ่งสินทรัพย์นั้นก็อาจจะเป็น Bitcoin ได้

หรือในส่วนของความวุ่นวายทางการเมือง และการหมดความเชื่อใจในระบบแบบ Centralized นั้นก็เกิดมาจากวิกฤติ Great Recession (เศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่) เมื่อปี 2008 และการที่ผู้คนเรียกร้องเสรีภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นตัวบังคับให้นักลงทุนมองหาทางเลือกอื่น ๆ และหลาย ๆ คนก็เชื่อว่าเทคโนโลยี Blockchain และ Bitcoin นั้นเป็นคำตอบ

นาย Novogratz ได้กล่าวว่า การที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เริ่มเข้ามาในวงคริปโตนั้นจะทำให้อุตสาหกรรมยกระดับขึ้นอีกขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การข้ามาของ Fidelity Investment ผู้ให้บริการลงทุนยักษ์ใหญ่ ที่เปิดตัวให้บริการคุ้มคอง Bitcoin และบริการเทรดไป

อย่างไรก็ตาม การที่สถาบันการลงทุนยักษ์ใหญ่จะเข้ามามีส่วนร่วมในวงการคริปโตได้นั้น ก็มาจากการที่ช่องทางต่าง ๆ ในการลงทุนอย่างถูกกฎหมายนั้นเอื้อต่อพวกเขาหรือไม่ ซึ่งถ้า SEC ยังไม่อนุมัติในส่วนของ Bitcoin ETF เสียที คาดว่า การเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบของยักษ์ใหญ่เหล่านั้นก็อาจจะช้าไปเรื่อย ๆ

จากทั้งปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัยด้านราคาแล้ว มีความเป็นไปได้ว่า Bitcoin อาจกำลังกลับตัวในเร็ว ๆ นี้ และอาจมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้มันไปแตะจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งก็เป็นได้ เช่นการ Halving หรือการเปิดตัวของ Bitcoin ETF แบบฉับพลัน เพราะในปี 2017 การเปิดตัวของการเทรด Bitcoin แบบ Futures ของ CBE และ CMOE ก็ทำให้ Bitcoin ไปแตะ All-time-high เช่นกัน

อ้างอิงจาก CoinMarketCap ในขณะที่รายงานอยู่นี้ Bitcoin มีมูลค่าอยู่ที่ 7,961 ดอลลาร์ ลดลง 0.04 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณการเทรดโดยรวมอยู่ที่ 13,867 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Bitcoin มีมูลค่าโดยรวมที่ 143,327 ล้านดอลลาร์