<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

รูปแบบ Golden Cross ปรากฏบนกราฟ Bitcoin เผยราคาอาจพุ่งขึ้นในเร็ว ๆ นี้

กราฟ Bitcoin ในกรอบเวลาระยะยาวนั้นได้เริ่มแสดงสัญญาณของตลาดขาขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยในกราฟรายสัปดาห์นั้น เส้นอัตรา Moving Average( MA)ในคาบเวลา 50 นั้นตัดกับเส้น MA ของคาบเวลา 100 วันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนั้นรู้จักกันในชื่อ “จุดตัดทองคำ” หรือ “Golden Cross”  นั่นเอง โดยรูปแบบดังกล่าวนี้ได้เคยถูกพบล่าสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมของปี 2016

จุดตัดทองคำดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเมื่อเส้นของอัตรา MA ในระยะสั้นนั้นวิ่งขึ้นไปตัดกับเส้นของอัตรา MA ในระยะยาวบนกราฟซึ่งมีกรอบเวลาเฉพาะ (รายวัน รายเดือน หรือรายสัปดาห์) โดยรูปแบบการตัดกันเช่นนี้เป็นสัญญาณสำคัญของการมาถึงของตลาดขาขึ้นนั่นเอง

อย่างำรก็ตามรูปแบบการตัดกันของเส้น MA ทั้งสองเส้นนั้นยังเป็นตัวชี้วัดที่ยังต้องอาศัยการตีความควบคู่กับสัญญาณอื่นๆอีก แต่ทั้งนี้มันก็เพียงพอสำหรับการตัดสินถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางตลาดได้แล้ว นอกจากนี้แล้วการตัดกันดังกล่าวนั้นยังเป็นสัญญาณที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จึงอาจเป็นที่มาของแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นในตลาดได้หากองค์ประกอบอื่นๆในตลาดนั้นเอื้ออำนวย

กราฟรายสัปดาห์

อย่างที่แสดงในภาพบนซ้าย Bitcoin นั้นได้มีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 150% จาก 198 ดอลลาร์ไปสู่ 502 ดอลลาร์ในช่วง 11 สัปดาห์ในวันที่ 8 พฤศจิกายนปี 2015 หลังจากนั้นจึงมีการคงราคาและการเก็งกำไรเกิดขึ้นในช่วงราคา 360 ดอลลาร์ และ 470 ดอลลาร์ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงในรอบถัดไปนั้นจะขยับตัวสูงขึ้นโดยได้รับการยืนยันการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบการตัดกันของเส้น MA นั่นเอง ซึ่งจุดตัดดังกล่าวนั้นมักจะดึงดูดแรงซื้อเมื่อรูปแบบการตัดกันนั้นชี้ไปในทิศทางขาขึ้น แสดงถึงราคาสุดที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ช่วงของการเก็งกำไรรอบใหม่นั่นเอง

นอกจากนี้แล้วรูปแบบการตัดกันซึ่งแสดงทิศของตลาดขาขึ้นในครั้งก่อนนั้นปรากฎขึ้นในช่วงสามเดือนล่วงหน้าก่อนที่จะมีการแบ่งครึ่งของรางวัลสำหรับการขุดบล๊อกซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมปี  2016 โดยในช่วงวันที่ 20 มิถุนายนก่อนหน้ากรณีดังกล่าวราคา Bitcoin นั้นได้พุ่งสูงขึ้นกว่า 120% ไปสู่ราคากว่า 775 ดอลลาร์

การเปลี่ยนแปลงของจุดตัดล่าสุดตามรูปบนขวานั้น เกิดขึ้นกว่า 5 เดือนก่อนการแบงครึ่งของรางวัลสำหรับการขุดในครั้งต่อไปในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020  ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญบางรายอย่างนาย Jason A. Williams ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและหนึ่งในผู้บริหารของบริษัท Morgan Creek Digital ได้กล่าวว่าการแบ่งครึ่งของรางวัลการขุดดังกล่าวนั้นได้ถูกกล่าวถึงมาตลอดทั้งปีและเป็นที่ตั้งตารออย่างมากอยู่แล้ว

นอกจากนี้แล้วรูปแบบโครงสร้างของตลาดในปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในช่วงตลาดขาลง ซึ่งตลาดคริปโตนั้นยังคงติดอยู่ในช่วงขาลงสี่เดือนติดต่อกันซึ่งรูปแบบการตัดกันของเส้น MA ที่แสดงสัญญาณขาขึ้นนั้นน่าจะเป็นผลมาจากการดีดตัวขึ้นของราคาจาก 4,000 ดอลลาร์ไปสู่ 13,800 ดอลลาร์ในช่วงเดือนเมษายนจนกระทั่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั่นเอง

ดังนั้นแล้วการอ้างอิงทิศทางตลาดเพื่อการตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยสัญญาณดังกล่าวอาจมาพร้อมกับความเสี่ยงราคาแพงอีกนั่นเอง อย่างไรก็ตามอาจมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางขาขึ้นเพิ่มเติมหาราคานั้นปรับตัวสูงกว่าราคาที่ 7,870 ดออลาร์ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของวันที่ 29 เดือนพฤศจิกายนได้ ทั้งนี้ล่าสุดนั้นราคา Bitcoin นั้นยังคงวิ่งอยู่ที่ 7,470 ดอลลาร์นั่นเอง

กราฟรายวัน

แม้ว่า Bitcoin นั้นจะสามารถทำลายเส้นแนวต้านได้สำเร็จในช่วงวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมาแต่มันก็ยังไม่อาจเรียกแรงซื้อจากตลาดได้มากพอ 

การปิดตลาดเหนือราคาที่ 7,870 ดออลาร์ ณ วันที่ 9 เดือนพฤศจิกายนนั้นจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขจัดอัตราราคาสูงสุดที่ต่ำลง ประกอบกับเป็นการยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางไปสู่ตลาดขาขึ้นนั่นเอง ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลให้ราคานั้นปรับตัวไปสู่ช่วงราคาที่ 8,500 ดอลลาร์ถึงช่วง 8,672 ดอลลาร์ได้ โดยคิดเป็นอัตราที่ลดลงจากช่วงราคา 10,350 ดอลลาร์ ไปสู่ 6,511 ดอลลาร์ กว่า 61.8% นั่นเอง

ในทางกลับกัน แนวรับสำคัญนั้นอยู่ที่ 7,087 ดอลลาร์ ซึ่งหากเส้นดังกล่าวนี้ถูกทำลายลงมันจะเป็นการยืนยันถึงรูปแบบกราฟแบบค้อนสำหรับตลาดขาลงซึ่งเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 4 เดือนธันวาคมที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดการปรับตัวของราคาลงถึง 6,500 ดอลลาร์ก็เป็นได้

กราฟรายสัปดาห์

การที่กราฟราคานั้นไม่สามรถปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงของการลดลงของเส้น MA ในคาบเวลา 5 สัปดาห์ที่ราคา 7,561 ดอลลาร์ได้นั้นส่งผลให้สกุลเงินคริปโตดังกล่าวนั้นเสี่ยงต่อการปรับตัวลงเพิ่มเติมจากแส้นแนวรับที่ 7,087 ดอลลาร์ได้

ดังนั้นแล้วภาพรวมของกราฟรายสัปดาห์ซึ่งแสดงถึงทิศทางของตลาดขาขึ้น หากประกอบกับการที่ระดับราคานั้นสามารถทำลายกรอบขาลงตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาได้นั้น จะเป็นจุดที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างต่อเนื่องที่มากขึ้นจากจุดที่ 4,000 ดอลลาร์ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้

ที่มา : coindesk