<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Bitcoin VS ทองคำ: สิ่งไหนที่คุณควรศึกษาก่อนเริ่มลงทุน

Satoshi Nakamoto เคยจินตนาการเอาไว้ว่า Bitcoin นั้นเป็นทองคำดิจิทัล ซึ่ง Bitcoin มักจะถูกพูดถึงในฐานะคู่แข่งของทองคำเสมอ โดยทั้งสองสินทรัพย์นี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากถ้าหากเราพูดถึงเรื่องความขาดแคลน (หายาก) ของพวกมัน รวมถึงเรื่องมูลค่าของมันที่มาจากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

เราควรเลือกลงทุนใน Bitcoin หรือ ทองคำ ?

ทองคำ

ทำไมต้องคุณถึงควรลงทุนกับมัน

  • มันมีการพิสูจน์มูลค่าแล้ว
  • มันมีกองทุน ETF และกองทุนอื่น ๆ มากมาย
  • มันมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อย

สิ่งที่ควรรู้ :

  • มันเป็นสินทรัพย์แบบจับต้องได้ที่ต้องเข้าถึงทางกายภาพเท่านั้น
  • มันมีค่าจัดเก็บและค่าขนส่ง
  • มันมีโอกาสในการทำกำไรที่น้อย

Bitcoin

ทำไมต้องคุณถึงควรลงทุนกับมัน

  • มันมีโอกาสในการทำกำไรครั้งใหญ่
  • มันเป็นสกุลดิจิทัล 100% และสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก , โอนย้ายรวดเร็วและจัดเก็บได้ง่าย
  • มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อย

สิ่งที่ควรรู้ :

  • ตลาดมีความผันผวนสูง
  • มันมีกองทุน ETF และกองทุนอื่น ๆ เพียงไม่กี่แห่ง
  • มูลค่าของมันยังไม่ได้รับการพิสูจน์

ความขาดแคลนทองคำและ Bitcoin

เพื่อเปรียบเทียบความขาดแคลนเราจะใช้อัตราส่วน stock to flow ในหัวข้อนี้

ตัวชี้วัดนี้จะอ้างอิงถึงอัตราส่วนของอุปทานรายปีหรือกระแสวอลุ่มทั้งหมดที่มีอยู่หรือจำนานสินทรัพย์ที่มี

ทองคำBitcoin
อุปทานที่มีอยู่ทั้งหมด190,040 ตัน17,560,000 BTC
อัตราเงินเฟ้อ4,000 ตัน657,000 BTC
อัตราส่วน Stock to flow5427

จากชาร์ตคุณจะเห็นได้ว่าทองคำมีคะแนนความขาดแคลนอยู่ที่ 54 (หายากมาก) และ Bitcoin ในปัจจุบันมีคะแนนความขาดแคลนอยู่ที่ 27 ซึ่งก็ค่อนข้างหายากเช่นกัน

แต่สำหรับมุมมองสินทรัพย์อื่น ๆ นั้นแทบจะไม่มีสินทรัพย์ไหนเลยที่มีคะแนนความขาดแคลนใกล้เคียงกับทองคำหรือ Bitcoin โดยอัตราส่วน stock to flow ของแร่เงินคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ในขณะที่วัสดุส่วนใหญ่เช่น โลหะกลับไม่มีแนวโน้มที่จะมีอัตราส่วน stock to flow ใกล้เคียงกับตัวเลข 1 เลยแม้แต่น้อย ซึ่งหมายความว่าโลกจะผลิตและบริโภควัสดุเหล่านี้ในปริมาณเท่า ๆ กันในแต่ละปี

ซึ่งหากวัสดุเหล่านี้มีอัตราส่วน stock to flow เข้าใกล้ 1 เมื่อไหร่ มันก็มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อสภาวะของตลาด ดังนั้นอัตราส่วน stock to flow ที่ใกล้เคียงตัวเลข 50 จึงมีความเสถียรมากที่สุด

ในอัตราปัจจุบันมันจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 27 ปีในการขุด Bitcoin ขึ้นมาเพื่อเพิ่มอุปทานในปัจจุบันเป็นสองเท่า

แต่ทว่าอย่างไรก็ตามมันจะไม่อยู่ในอัตรานี้ตลอดไป อัตราส่วน stock to flow ของ Bitcoin ถูกการออกแบบมาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป โดยจะทำลดกำลังการผลิตลงที่เรียกการ ‘halvings’ หรือการลดบล็อกรางวัลของเหล่านักขุดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดี

แม้จะมีความผันผวนและความบ้าคลั่งเกิดขึ้นต่อราคา แต่ถึงกระนั้น Bitcoin ก็ยังคงค้นหาการกำหนดราคาขั้นต่ำของมันต่อไป ในลักษณะความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับอัตราส่วน stock to flow

ปี

ราคา Bitcoin ลดต่ำลงทุกปีอัตราส่วน stock to flow ของปีนั้น ๆ

2009-2011

$ 0

0

2012

$ 4

9 (เหตุการณ์ halving ครั้งแรก)

2013

$ 65

10

2014

$ 200

11

2015

$ 185

12

2016

$ 365

25 (เหตุการณ์ halving ครั้งที่สอง)

2017

$ 780

26

2018$ 3,200

27

เหตุการณ์ halving ครั้งที่สามจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2020 และอย่างที่คุณเห็นราคามักจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อนหน้าเสมอ ซึ่งหากแนวโน้มของ Bitcoin ยังคงเป็นเช่นเดิมเหมือนในอดีต ปี 2019 ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Bitcoin 

การใช้งานจริงของทองคำและ Bitcoin

ดูเหมือนว่าความขาดแคลนเพียงอย่างเดียวนั้นคงยังไม่เพียงพอที่จะสร้างคุณค่าให้กับพวกมันได้ ซึ่งพวกมันต้องการอะไรบางอย่างที่จะทำให้พวกมันมีมูลค่าขึ้นมา

การใช้งานจริงสำหรับกรณีของทองคำ

“ทองคำถูกขุดขึ้นมาจากพื้นดินในแอฟริกาหรือสถานที่ใดสถานที่ที่หนึ่ง จากนั้นเราก็หลอมมัน ก่อนที่เราจะลงไปขุดอีกหลุมหนึ่ง และจ่ายเงินให้ผู้คนยืนล้อมพวกมันเอาไว้ ซึ่งนี่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าไหร่นัก” – Warren Buffet

เราอาจจะได้เห็นเศษเสี้ยวทองคำชิ้นเล็ก ๆ ที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วเหตุผลของการขุดทองคำในแต่ละปีมักจะไปผลิตเป็นเครื่องประดับ, แท่งทองคำ, เหรียญทองคำ, กองทุน ETF และแม้แต่การซื้อของธนาคารกลางเพื่อนำค้ำประกันสกุลเงินของพวกเขา

Global gold demand by industry

นอกจากนี้ทองคำเป็นวัสดุที่ดีในแง่ของการใช้งาน เนื่องจากว่ามันเป็นโลหะที่มีประสิทธิภาพสูงสีไม่ตก, ไม่ทำให้ปฏิกริยาต่อวัตถุใด ๆ และเชื่อถือได้ แต่ข้อเสียจริง ๆ ของมันก็คือมันมักมีราคาแพง 

ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่สามารถนำมาใช้เพื่อทดแทนทองคำได้และค่านิยมจากมูลค่าของมันกำลังห่อหุ้มแกนหลักของการใช้งานเอาไว้ ซึ่งนั่นหมายความว่าสิ่งนี้ทำให้มันกลายเป็นโลหะที่มีค่าและสามารถเก็บมูลค่าได้ (store of value)

การใช้งานจริงสำหรับกรณีของ Bitcoin

“Bitcoin นั้นเป็นเหมือนภาวะสมองเสื่อม มันเหมือนกับว่าเมื่อใครสักคนกำลังเทรดมันและคุณก็จะคิดได้ว่าคุณควรทำมันเช่นเดียวกัน”- Charlie Munger

หน้าที่หลักของ Bitcoin (BTC) ก็คือการทำหน้าที่เป็นกลไกที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้คนและขับเคลื่อน Bitcoin blockchain ให้ดำเนินงานต่อไป โดยเหล่านักขุด Bitcoin จะได้รับรางวัลเป็น BTC ดังนั้นยิ่ง BTC มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แรงขุดในเครือข่ายที่เหล่านักขุดจะส่งเข้ามายิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อมีแรงขุดเพิ่มมากขึ้น ความยืดหยุ่นในเครือข่าย Blockchain ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในกรณีนี้ความยืดหยุ่นนั่นหมายถึงการที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลได้และช่วยป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลในระบบ เพราะฉะนั้นการมีบัญชีแยกประเภทดิจิทัลที่สามารถเชื่อถือได้และพิสูจน์ได้ มันจะช่วยให้ผู้คนสามารถนำสกุลเงิน Bitcoin ไปใช้งานได้อย่างหลากหลาย

โดยสิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ การใช้ BTC เพื่อต่อต้านการถูกเซ็นเซอร์ของรัฐบาลเผด็จการ ประการที่สองคือการใช้ BTC เพื่อเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้

เช่นเดียวกับทองคำที่ช่วยให้ผู้คนสามารถพกพาสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าไปไหนก็ได้ทั่วทุกที่ แต่มันแตกต่างกันตรงที่ว่า Bitcoin จะช่วยให้ผู้คนสามารถพกพามูลค่าเก็บไว้อยู่ในหัวของพวกเขา หากพวกเขามีความจำที่ดีเยี่ยมหรือจดมันใส่กระดาษเล็ก ๆ เอาไว้

หนึ่งในตัวอย่างการใช้งานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ Factom ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยน blockchain ของ Bitcoin ให้กลายเป็นการบริการข้อมูลที่ไม่สามารถปลอมแปลงข้อมูลได้เช่น ข้อมูลของหุ่นยนต์หรือข้อมูลของทนายความ

ซึ่งเช่นเดียวกับทองคำ ปัจจุบันมันยังไม่มีสิ่งไหนที่มาแทนที่ Bitcoin ได้

ในความจริงที่ว่าทุกคนสามารถ “fork” โค้ดของ Bitcoin ได้ และสร้างแบบจำลองทางเทคนิคที่เหมือนกับ Bitcoin ทุกประการ แต่ถึงกระนั้นแบบจำลองเหล่านี้ก็ไม่ได้มีค่านิยมทางการเงินที่จะส่งผลต่อมูลค่าได้เช่นเดียวกับ BTC ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ Bitcoin blockchain กลายเป็นสิ่งที่มีค่า

มูลค่าที่แท้จริงของทองคำและ Bitcoin

“หากมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการมันก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่า” ด้วยอัตราส่วน stock to flow ที่เพียงพอต่อสิ่งที่ผู้คนต้องการ ซึ่งสิ่งนี้คือค่านิยมที่แพร่กระจายไปสู่ผู้คนอย่างรวดเร็วและสร้างภูมิคุ้มกันต่อการทุบราคาของตลาด

โดยเราจะเห็นได้จากทองคำในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้คนยังไม่สามารถค้นหามูลค่าที่แท้จริงของทองคำได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานมูลค่าของมันก็ได้เริ่มปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งนั่นเป็นเพราะ :

  • ผู้คนเริ่มหันมาถือครองมูลค่าในทองคำกันเยอะมากขึ้น ซึ่งเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มเชื่อมั่นในคุณค่าของทองคำมากขึ้น มันก็จะสร้างประโยชน์และมูลค่าให้กับตัวของมันเอง
  • อัตราส่วน stock to flow ที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยป้องกันไม่ให้มูลค่าได้รับผลกระทบจากอุปทาน ซึ่งอาจทำลายแนวโน้มการเติบโตของมูลค่าได้

ค่านิยมและความต้องการของทองคำจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณอาจจะจำไม่ได้ว่ามีคนบอกให้คุณนั่งลงและสอนคุณว่าทองคำนั้นเป็นสิ่งมีค่า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนถูกปลูกฝังอยู่ในค่านิยมพื้นฐานของผู้คนและถูกส่งมายังรุ่นต่อรุ่น คุณอาจไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าทำไมทองคำถึงมีค่า ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับที่คุณไม่เคยเรียนรู้ว่าทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีฟ้า

แต่ทุกวันนี้เราเริ่มเข้าใกล้โลกดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ผู้คนจำนวนมากกำลังศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กที่มีอายุน้อยและสนใจในเรื่องของโลกอินเทอร์เน็ต 

“การขุดทองเป็นสิ่งที่สิ้นเปลือง แต่การสิ้นเปลืองเหล่านี้มีข้อเสียน้อยกว่าประโยชน์จากการใช้ทองคำในการแลกเปลี่ยน ผมคิดว่าในกรณีนี้มันเป็นกรณีเดียวกันกับ Bitcoin การแลกเปลี่ยนที่เป็นไปได้ของ Bitcoin จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า แต่หากไม่มี Bitcoin มันก็จะเป็นการสิ้นเปลืองอย่างแท้จริง” – Satoshi Nakamoto

ในปี 1990 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ราว ๆ  2.6 ล้านคน และอีก 10 ปีต่อมาในปี 2000 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านคน ซึ่งเมื่อ Bitcoin บล็อกแรกถูกขุดขึ้นในปี 2009 โลกมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสุทธิเกือบ 2 พันล้านคน นับตั้งแต่นั้นมามันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ามากกว่า 4.5 พันล้านคนและในปัจจุบันประชากรโลกมากกว่าครึ่งกำลังเชื่อมต่อเข้ากับโลกอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันเรากำลังอาศัยอยู่ในโลกดิจิทัล ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะประดิษฐ์ทองคำดิจิทัลขึ้นมา

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการลงทุนในทองคำและ Bitcoin

ทองคำ

ทำไมคุณควรลงทุนในทองคำ

  • พิสูจน์มูลค่าแล้ว ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าได้และมันได้รับการพิสูจน์แล้วมายาวนานนับพันปี
  • กองทุนที่มีอยู่ หากคุณต้องการสัมผัสทองคำโดยไม่จำเป็นต้องเจ้าของมัน ตอนนี้มันมีกองทุนอยู่มากมายที่รอคุณอยู่
  • ไม่มีความสัมพันธ์ ราคาของทองคำมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับการซื้อทองคำ

  • ต้นทุนทางกายภาพ คุณสามารถเข้าถึงทองคำจริง ๆ ได้ โดยขึ้นอยู่กับมูลค่าของมัน
  • การจัดเก็บและการขนส่ง ทองคำนั้นหนักและมักมีราคาแพง ดังนั้นมันจึงมีมูลค่าในการจัดเก็บและขนส่งที่ค่อนข้างราคาแพง
  • โอกาสในการเติบโต Bitcoin มีโอกาสที่ราคาจะเติบโตได้มากกว่าทองคำ

Bitcoin

ทำไมคุณควรลงทุนใน Bitcoin

  • โอกาสในการเติบโต บางทฤษฎีเชื่อว่า Bitcoin มีโอกาสที่ราคาจะเติบโตได้มากกว่าราคาของทองคำ
  • ความสะดวกสบาย ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล Bitcoin สามารถขนส่งและจัดเก็บได้อย่างง่ายดายและสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลกตราบใดที่คุณมีคีย์
  • ไม่มีความสัมพันธ์ ราคา Bitcoin มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการซื้อ Bitcoin

  • ความผันผวน ราคา Bitcoin นั้นมีความผันผวนสูง ดังนั้นมันไม่ใช่สินทรัพย์สามารถเก็บรักษามูลค่าในระยะสั้นได้
  • กองทุนที่มีอยู่ กองทุน Bitcoin ที่ปลอดภัยและได้รับการควบคุมนั้นไม่ได้มีอยู่ทั่วไป
  • ยังไม่พิสูจน์มูลค่า Bitcoin ยังไม่ได้รับการพิสูจน์มานานถึงพันปี

ที่มา : finder