<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

3 เทคนิคสำหรับนักเทรด Bitcoin ในการเอาตัวรอดจากการปั่นราคาตลาด

ตลาดคริปโตนั้นมีความแตกต่างจากตลาดหุ้นหรือตลาดแบบดั้งเดิมอื่นๆตรงที่มันมักจะไม่ได้ถูกควบคุมและกำกับ และเชื่อว่านักเทรดทุกคนนั้นก็คงจะคุ้นหูกันดีกับคำพูดที่ว่าตลาด bitcoin นั้นมักจะตกเป็นเป้าหมายของการปรับราคาของเจ้ามืออยู่บ่อยๆ 

และแม้ว่ารักเศษส่วนใหญ่จะทราบถึงเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะเอาตัวรอดหรือหลีกเลี่ยงการปั่นราคาของเจ้ามือได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก โดยพวกเจ้ามือนั้นมักจะมีการใช้เทคนิคอย่างเช่นการทำ spoofing หรือการทำ hidden order โดยเทคนิคเหล่านี้เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมในการปั่นราคา

การติดตามการปั่นราคาของเจ้ามือนั้นบางครั้งก็ไม่ต่างจากการไล่จับหนูของแมวซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากมากๆ แต่มันก็มีกลยุทธ์สำหรับนักเทรดรายย่อยที่สามารถนำไปใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากสถานการณ์ดังกล่าวได้ เราลองมาดูกันว่ากลยุทธ์เหล่านี้มีอะไรบ้าง 

การทำ Hidden order 

การทำ Hidden order หรือแปลตรงตัวก็คือการซ่อนคำสั่งซื้อขาย ถือเป็นเทคนิคที่เจ้ามือจะทำการวางคำสั่งซื้อขายบน Order book ของเว็บเทรดในแบบที่ไม่สามารถถูกติดตามได้ พวกเขาจะอนุญาตให้มีการทำการเติมคำสั่งใหม่โดยอัตโนมัติ (iceberg) หลังจากที่ Order นั้นถูกเติมเต็มเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันการถูกตรวจจับได้ของ order book บนเว็บเทรด

ตัวอย่างการตั้ง order แบบ iceberg

กลยุทธ์ดังกล่าวนั้นถือเป็นกลยุทธ์ที่ตรงกันข้ามกับการตั้งกำแพง buy/sell ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่เจ้ามือทำการ spoof ตลาดโดยการตั้งออเดอร์ขนาดใหญ่มหึมาและไม่มีเจตนาที่จะให้ออเดอร์ดังกล่าวถูกเติมเต็มโดยนักเทรดคนอื่นๆ โดยสำหรับ hidden order นั้นมักจะตามมาด้วย Volume การซื้อขายเป็นจำนวนมากเสมอ และทุกๆคนก็สามารถที่จะใช้มันได้บนเว็บเทรดชั้นนำส่วนใหญ่

กำแพง buy/sell นั้นมักจะไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้มันถูก fill แต่เพื่อตบตานักลงทุนคนอื่นๆว่ามีเม็ดเงินในตลาดที่ไหลอยู่เป็นจำนวนมาก และ order นั้นมักจะถูกยกเลิกในตอนหลังเมื่อตลาดถึงจุดที่พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งมีเจ้ามือจำนวนไม่มากที่มักจะทำรายงานเกี่ยวกับการไหลเข้าออกของวอลลุ่มก่อนที่จะทำการเริ่มปั่นราคา

วิธีง่ายๆในการตรวจจับและหลีกเลี่ยงการถูกหลอกด้วยเทคนิค hidden order ก็คือการหยุดจับตาดู order book แบบนั่งเฝ้า 24 ชั่วโมง อีกหนึ่งวิธีที่เริ่มยากขึ้นมานิดหน่อยก็คือการวัดความลึกของวอลลุ่มที่อยู่ในสมุด order book โดยเว็บเทรดชั้นนำส่วนใหญ่มักจะมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานสามารถกด minimize สมุด order book จากหน้าเทรดของพวกเขาได้

นักเทรดหลายคนมักจะดูการไหลเข้าออกของ Volume ในสมุด Order book เป็นประจำ และปัจจุบันก็มักจะมีซอฟต์แวร์ที่ชาญฉลาดในการตรวจจับตลาดดังกล่าวได้อยู่แล้ว ที่สำคัญเจ้ามือที่เป็น market maker รวมถึงนักเทรดสาย algorithm  ส่วนใหญ่มักจะรู้วิธีปั่นราคาในรูปแบบดังกล่าวเป็นปกติอยู่แล้ว

การ Wash trading 

เจ้ามือส่วนใหญ่บางครั้งมักจะตกปลาผู้คนส่วนใหญ่ในตลาดด้วยการแสดงการเทรดด้วย Volume ขนาดมหึมาบนเว็บเทรดชั้นนำ แต่ก็มักจะทำสิ่งตรงกันข้ามบนเว็บเทรดที่มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้นักเทรดมืออาชีพมักจะใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อทำกำไรจากการ arbitrage, โดยการทำ wash trading ดังกล่าวนี้บางครั้งผู้ที่ทำมักเพียงแค่ต้องการปกปิดจำนวนกระแส Volume ของพวกเขาเท่านั้น

ในบางครั้ง market maker มักจะถูกจ้างเพื่อที่จะให้นำวอลลุ่มไปกระจายบนเว็บเทรดขนาดเล็ก และพวกเขาก็ได้กำไรจากการเพิ่ม volume บนเว็บเทรดขนาดใหญ่ด้วยอภิสิทธิ์การได้ยกเว้นค่าธรรมเนียม หรือเรทค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากๆ แม้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวนี้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ว่ามันดูเหมือนเป็นการเพิ่มวอลลุ่มการซื้อขายแบบหลอก ๆ บนเว็บเทรดนั้นเผื่อตบตานักเทรดรายย่อยให้เข้ามาเทรดในตลาดที่แทบจะไม่มีวอลลุ่มอยู่เลย

สำหรับเทคนิคในการหลีกเลี่ยงตลาดที่มีการทำ wash trading ก็คือการพยายามไม่ใส่ใจในการซื้อขายของนักเทรดเพียงคนเดียวที่มีวอลลุ่มสูง และให้ไปโฟกัสที่เทรนของราคาในระยะยาวแทน เพื่อป้องกันการถูกสับขาหลอก

การบังคับการ Liquidate

บางครั้งอาจฟังดูบ้าบิ่นไปนัก แต่เจ้ามือมักจะมีการลากราคาเพื่อทำให้ออเดอร์ของพวกเขาถูก liquidate โดยมันมักจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดมีการใช้การ leverage ที่มากเกินไป โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถที่จะถูกตรวจสอบได้โดยการเช็คความไม่สมดุลของ funding rate โดยวิธีการที่เจ้ามือทำกำไรจากเทคนิคนี้ก็คือการเปิด Position ใหม่ในขนาดที่เท่ากันเพื่อสวนกลับ

การทำการบังคับการ Liquidate หรือ Force liquidation นั้นหลายๆครั้งหากเป็นการปั่นราคาเพื่อให้ขึ้น ก็มักจะส่งผลทำให้นักเทรดรายย่อยต้องถูกล้างพอร์ต และเจ้ามือที่เปิด position short ไว้ก็จะถูกล้างออกด้วยเช่นกัน แต่ด้วยความที่พวกเขามีหน้าตักอยู่มหาศาล จึงทำให้พวกเขาสามารถเปิด long สวนและก็ได้กำไรจากตรงส่วนนั้นไป

ปัจจุบันยังไม่มีใครหรือเครื่องมือใดที่สามารถทำนายว่าเจ้ามือจะใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเมื่อใด แต่มันมี 1 ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สามารถใช้คาดการณ์การกระทำดังกล่าว และจะได้แน่ใจว่าจะไม่ไปอยู่ในฝั่งตรงกันข้ามของเจ้ามือ

ตัวชี้วัดดังกล่าวก็คือการเปรียบเทียบอัตราพรีเมี่ยมในการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าบนตลาดระยะยาว โดยมันจะสามารถช่วยแสดงให้เห็นถึง Position  ที่นักเทรดมืออาชีพทำการเปิดไว้ โดยหากลองสังเกตจากกราฟด้านบน จะเห็นเส้นอยู่ 3 เส้นที่บ่งบอกจำนวนของสัญญาซื้อขาย bitcoin future และวันหมดอายุบนเว็บเทรดแต่ละเว็บ โดยหากตลาดนั้นมีความปกติ มันก็จะแสดงเส้นที่วิ่งขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะบ่งบอกถึงราคา Premium ที่มักจะแพงกว่าประมาณ 50-150 ดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 0.5-1.5% ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด

แต่ถ้าหากเส้นดังกล่าวเป็นเส้นตรงหรือกลับหัวมันมักจะบ่งบอกถึงความพยายามของเจ้ามือในการทุบราคาตลาด แต่ถ้าหากมีอัตราพรีเมี่ยมของราคาที่สูงกว่า 1% สำหรับสัญญาซื้อขายที่กำลังจะหมดอายุลงภายใน 3 เดือน นั่นหมายความว่าตลาดนั้นกำลังจะมีราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง

สรุป

ตามที่ทางเราได้กล่าวมานั้น นักเทรดมืออาชีพมักจะใช้ความพยายามอย่างมากรายการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับได้ พวกเขามักจะทำในสิ่งตรงกันข้ามเมื่อพวกเขาต้องการที่จะตั้งกำแพง buy/sell เพื่อให้ได้กำไรจากการทำ Fud และ FOMO

แต่โชคไม่ดีที่มันมักจะไม่มีวิธีที่สามารถตรวจจับการปั่นราคาของเจ้ามือเหล่านี้ได้แบบ 100% โดยเฉพาะตลาดที่เจ้ามือเหล่านี้แทบจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเทรดเลย

เมื่อตลาดคริปโตนั้นเริ่มที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ตลาดส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ภายนอกเงื้อมมือการกำกับของผู้ออกกฎหมาย ส่งผลทำให้เทคนิคอย่างเช่นกันตบตาและการทำ spoofing นั้นยังคงเป็นที่นิยมอยู่

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับนักเทรดรายย่อยก็คือการมองตลาดในภาพกว้างและระยะยาว แทนที่จะไปจ้องกราฟในระดับนาที เนื่องจากว่าการอยู่ที่สูงนั้นจะทำให้เราสามารถเห็นภาพได้ค่อนข้างกว้างและสามารถที่จะเรียนรู้พร้อมวิเคราะห์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตลาดต่อไป

ที่มา: Cointelegraph

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ