<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

กูรู Bitcoin อันดับต้น ๆ ในไทยชี้ราคา “อยู่ในสถานะคลื่นที่พร้อมจะขึ้นไปอีกหลายเท่าได้”

หลังจากที่ Bitcoin มีราคาอยู่ที่ระดับ 9,300 ดอลลาร์มาพักใหญ่ ๆ ก่อนที่จะพุ่งขึ้นมาในวันนี้ที่ระดับ 9,600 ดอลลาร์หลังมีข่าวว่า PayPal จะเปิดตัวให้บริการแพลตฟอร์มด้านคริปโต ตลาดค่อนข้างน่าเบื่อและมองไม่ออกมันจะเป็นไปในทิศทางไหนต่อ

ทางสยามบล็อกเชนจึงได้ทำการสัมภาษณ์ไปยังผู้เชี่ยวชาญในตลาดไทยนายพงศกร สุตันตยาวลี (อาจารย์เก่ง) ผู้ทำรายการช่องยูทูปชื่อดัง “Bitcoin Trader Thailand” เพื่อสอบถามความคิดเห็นด้านราคา Bitcoin ตั้งแต่ระยะสั้นไปจนถึงระยะยาวรวมถึงแนวโน้มสถานการณ์โลกที่ Fed อัดฉีดเงินเข้าเศรษฐกิจมหาศาล มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อตลาด Bitcoin และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่ทางเราได้มาจากอ.เก่ง

ช่วงนี้ Bitcoin เป็นอย่างไร

ในช่วงนี้อ. เก่งกล่าวว่าเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin เข้าสู่ช่วง sideway มา 2 เดือนแล้ว จึงทำตลาดเริ่มดูเงียบ ๆ เพราะหากราคาไม่เลือกทาง นักลงทุนก็จะไม่ทำอะไรกับตลาด ในความจริงแล้ว ช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงที่ตลาดกำลังจะเลือกฝั่งแรง ๆ กันอีกครั้ง

ราคา Bitcoin ในระยะยาว

จากกราฟจะเห็นได้ว่า ราคา Bitcoin ไม่สามารถผ่านแนวต้านใหญ่ที่ลากเส้นเทรนด์มาตั้งแต่ปี 2018 แนวต้านนี้แม้ในช่วงก่อนหน้าที่ Bitcoin ปรับตัวจาก $3,200 ไปสู่ $14,400 ในช่วงปี 2019 ก็ยังไม่สามารถผ่านไปได้

โดยแนวต้านเส้นนี้ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้เป็นจุดขายล่าสุดที่ $10,400 และรอให้ราคาเลือกทาง โดยสัญญาเชิงบวกที่เราสังเกตได้ก็จะมี EMA 200 ที่ Bitcoin สามารถยืนมาได้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และ sideway ไปเรื่อย ๆ

ราคา Bitcoin ในระยะกลาง

ภาพระยะกลางประมาณเดือนที่ผ่านมา ถ้าดูจากชุดคลื่นราคา Bitcoin ยังคงสถานะแนวโน้มเดิม คือ แนวโน้มขาขึ้น โดยดูจากจุดสูง จุดต่ำซึ่งยังคงรักษาโครงสร้างขาขึ้นได้ และจะพุ่งไปอีกหลายเท่าแม้จะยังไม่ทำจุดสูงใหม่ แต่ก็ยังไม่ทำจุดต่ำใหม่ 

แต่ถ้าหากดูประกอบกับ Indicator เช่น RSI เราจะเริ่มเห็น bearish divergence  เป็นการแสดงการเปลี่ยนทิศทางของเทรนด์ในที่นี้ การเปลี่ยนทิศ สามารถหมายถึงการ sideway ได้เช่นกัน และเมื่อ RSI พักตัวมากพอ และราคาไม่ได้ break low น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น จะทะลุ แนวต้านได้

ด้านอาจารย์เก่งได้มีคำแนะนำให้นักลงทุนที่กำลังมองขึ้น ยังไม่จำเป็นต้องเทรด แต่แนะนำให้รอ การเบรค แล้วใช้วิธี follow buy แทนเพื่อให้แน่ใจว่า Bitcoin จะเลือกไปต่อ เช่น หากเบรคแนวต้านรอบนี้ที่ $10,500  เริ่มเป็นสัญญาที่ดีว่าการปรับตัว sideway ที่ผ่านมาจบ และเลือกทิศทางที่ชัดเจนต่อไป

ส่วนการมุมมองลงหรือจุด stop loss ที่ควรพิจารณา คือ $8,400 หากหลุดราคานี้ลงมา ภาพระยะกลางของ Bitcoin มีโอกาสจะ correction ใหญ่ ๆ ก่อนจะพักแล้ว สะสมพลังในการเปลี่ยนเป็นขาขึ้นต่อไป

ราคา Bitcoin ในระยะสั้น

ในช่วงนี้อ.เก่งเน้นย้ำว่า Bitcoin นั้นอยู่ในช่วง Sideway และให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์และใช้เครื่องมือการเทรดให้เหมาะสม เขากล่าวว่า:

การเทรดระยะสั้นช่วงนี้ต้องเข้าใจเทรนก่อนว่าเป็นช่วง sideway ดังนั้นจึงต้องปรับเครื่องมือในการเทรดให้เหมาะสม เช่นใช้ Stochastic เพื่อเป็นตัวบ่งชี้โมเมนตัมที่ใช้วิเคระาห์ระดับแนวรับและแนวในช่วง sideway แบบนี้ได้ดี สังเกตในช่วงที่ Stochastic ปรับตัวขึ้นมา 70 และปรับตัวลงมาที่ 20 เป็นแนวต้านและแนวรับ ทั้งนั้นต้องเข้าใจว่าหาก Bitcoin เลือกทางและเคลื่อนในลักษณะเทรนด์ ไม่ว่าจะขาขึ้นหรือขาลง เราต้องปรับกลยุทธ์การเทรดระยะสั้นต่อไป

มาตรการของ Fed จะส่งผลอะไรต่อ Bitcoin?

อ้างอิงจากบทสัมภาษณ์อ.เก่งกล่าวว่าการอัดฉีดเงินของ US ช่วงโควิด-19 ในช่วงกลางปีกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ เข้ามาแก้ไขวิกฤต โดยเข้าซื้อพันธบัตรเอกชน (exchange trade fund : ETF ) ที่มีความเสี่ยงสูง บางตัวมีสภาพ default ไปแล้ว และอัดเงินเข้าไปอีกหลายภาคส่วนและพร้อมจะอัดเงินแบบ Unlimited คือไม่จำกัดจำนวน

เช่น การที่เราเห็นในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นถูกลากให้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลทั้งที่เราต่างก็ทราบดีว่า การเกิดวิกฤตโควิด-19 นั้นทำให้ภาคธุรกิจพังทลาย และทำให้เกิดอัตราการว่างงานที่สูงรวมถึงการไม่ประกาศ GDP ในช่วงเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าตลาดไม่พร้อมจะรับข่าวร้ายใด ๆ อีกแล้ว

หากมองว่าเงินที่ถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบอย่างมหาศาล ย่อมจะทำให้เกิดเงินเฟ้อเกิดขึ้น เรามองแบบนี้ได้ เช่นกัน เพราะต้องมองว่าเงินเมื่อเข้ามาในระบบแล้ว ย่อมต้องวนเวียนก่อนสักระยะ จนถึงเวลาที่มีการดูดซับสภาพคล่องเหล่านี้ไป ภาวะเงินเฟ้ออาจจะเกิดปลายปีนี้ หรือเกิดอีกสองสามปี

ในช่วงวิกฤตสภาพคล่องจะหายไปเพราะทุกคนจะไม่นำเงินของตนเองมาลงทุนและมาใช้จ่าย แต่ตลาดทุนได้ถูกปกป้องด้วยมาตราการทางการเงิน การกระตุ้น QE หากผ่านวิกฤตไปได้ ปัญหาที่จะตามมา คือ เรื่องเงินเฟ้อ เพราะทุกคนจะแห่นำเงินที่มีอยู่ในมือ ออกมาใช้จ่ายเงินล้นตลาด และมีโอกาสจะทำให้เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจในรอบใหม่

Bitcoin จึงเข้ามาเป็นตัวเลือก ในการดูดซับสภาพคล่องได้ หากเรากลับไปดู ช่วงที่ USD ทำ QE ในอดีต เทียบกับอัตราของราคา Bitcoin ที่เพิ่ม ก็พอจะเห็นเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง ทั้งนี้ ต้องรอดูไปอีกระยะว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงหลังจากช่วงกลางปีนี้ไป จะเป็นอย่างไร

หากให้คาดการณ์ทิศทางราคา Bitcoin ในระยะยาวก็ค่อนข้างเหมาะที่จะพิจารณาเพื่อถือครองในการลงทุนในระยะ 2-3 ปีนี้ เพราะหลังจากที่ตลาดได้ปรับตัวไปรอบนี้ ราคาอาจจะพุ่งทยานอย่างรุนแรง

สามารถติดตามบทวิเคราะห์เต็ม ๆ ของอาจารย์เก่งได้ที่นี่

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ