สรุปข่าว
- BIP-110 เชนที่แยกออกมาจากเชนหลักของ Bitcoin ขุดได้เพียง 2 บล็อกแล้วหยุดชะงัก ขณะที่เชนหลักเดินหน้าต่อจนทิ้งห่างถึง 326 บล็อก สะท้อนว่า แทบไม่มีนักขุดเข้ามารองรับเชนใหม่
- ปัญหาหนักกว่าการตามหลังคือ BIP-110 ยังสร้างไม่ครบ 2,016 บล็อก จึงไม่สามารถเข้าสู่รอบปรับ Difficulty ได้ หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ อาจต้องรอถึง 6.3 ปี
- จุดเริ่มต้นมาจาก BIP-110 ซึ่งต้องการจำกัดการบันทึกข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการชำระเงิน เช่น รูปภาพและข้อความ ลงในธุรกรรม Bitcoin เป็นเวลา 1 ปี แต่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักขุดสูงสุดเพียง 2.6% จากเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 55%
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
BIP-110 เชนที่แยกตัวออกมาจาก Bitcoin เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขุดได้เพียง 2 บล็อก ก่อนหยุดนิ่งที่บล็อก 961,633 ขณะที่เชนหลักไปถึง 961,959 และทิ้งห่างกันกว่า 326 บล็อก หลังข้อเสนอได้รับแรงสนับสนุนจากนักขุดสูงสุดเพียง 2.6% จากเกณฑ์ 55% ปัญหาคือเชนแยกแทบไม่มีนักขุดรองรับ ทำให้ยังสร้างไม่ครบ 2,016 บล็อก เพื่อปรับ Difficulty และหากสถานการณ์ไม่เปลี่ยน อาจต้องรอถึง 6.3 ปี กว่าจะถึงรอบปรับครั้งถัดไป ขณะที่ Bitcoin เชนหลักยังเดินหน้าตามปกติและคาดว่าจะปรับ Difficulty ในอีกประมาณ 12 วัน
BIP-110 ซึ่งเป็นบล็อกเชนสายใหม่ที่เพิ่งแยกตัว (Fork) ออกจากเครือข่ายหลักของ Bitcoin เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับทางตัน โดยสามารถสร้างบล็อกได้เพียง 2 บล็อกก่อนที่ระบบจะหยุดชะงัก ล่าสุด BIP-110 ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่บล็อก 961,633 ในขณะที่เชนหลักของ Bitcoin เดินหน้าทิ้งห่างไปถึงบล็อก 961,959 แล้ว (ห่างกันถึง 326 บล็อก) ปัญหาหลักคือ การขาดแคลนนักขุดที่จะเข้ามาช่วยสร้างบล็อกใหม่ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจต้องใช้เวลานานถึง 6.3 ปี จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาการขุดนี้ได้
จุดเริ่มต้นการแยกตัวของ BIP-110
BIP-110 เป็นข้อเสนอที่ต้องการปรับเปลี่ยนกฎของ Bitcoin โดยจำกัดไม่ให้นำข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน (เช่น รูปภาพ หรือข้อความ) มาใส่ไว้ในธุรกรรมเป็นเวลา 1 ปี การเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากนักขุด โดยกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 55% ของบล็อกภายในเวลา 2 สัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงกลับได้รับเสียงสนับสนุนสูงสุดเพียง 2.6% เท่านั้น
เมื่อไม่ได้รับเสียงสนับสนุนตามเกณฑ์ ซอฟต์แวร์ BIP-110 จึงดำเนินการตามกฎของตนเอง โดยเมื่อถึงบล็อกที่ 961,632 ซอฟต์แวร์ได้ปฏิเสธบล็อกของ Bitcoin ที่ไม่มีสัญญาณสนับสนุน BIP-110 ทำให้ผู้ใช้ซอฟต์แวร์นี้แยกตัวออกจากเครือข่ายหลัก เกิดเป็นเชนใหม่ แต่กลับไม่มีนักขุดตามมาด้วย
ปัญหาเชนใหม่ไร้นักขุด
ระบบ Proof-of-Work (PoW) ของ Bitcoin ต้องอาศัยพลังประมวลผลจากนักขุดเพื่อสร้างบล็อกใหม่ (เฉลี่ยทุก 10 นาที) พร้อมให้รางวัลเป็นเหรียญ BTC และค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่สำหรับ BIP-110 กลับขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เนื่องจากระดับความยากในการขุด (Difficulty) ยังคงใกล้เคียงกับ Bitcoin เชนหลัก ขณะที่เหรียญ BIP-110 ยังไม่มีตลาดรองรับ ไม่มีการซื้อขายบนศูนย์แลกเปลี่ยน และแทบไม่มีผู้ซื้อ ทำให้นักขุดไม่คุ้มค่าที่จะนำพลังประมวลผลมาใช้กับเชนนี้ ส่งผลให้ BIP-110 ขุดได้เพียง 2 บล็อกแล้วหยุดทำงาน
ความยากลำบากในการแก้ไขปัญหา
โดยปกติ Bitcoin จะปรับระดับความยากในการขุดทุกๆ 2,016 บล็อก (ประมาณ 2 สัปดาห์) เพื่อรักษาความเร็วในการสร้างบล็อกไว้ที่ 10 นาที หากบล็อกเกิดช้า ระบบจะลดความยากลง แต่สำหรับ BIP-110 ที่ยังสร้างบล็อกไม่ถึงเกณฑ์ 2,016 บล็อก จึงไม่สามารถเข้าสู่รอบการปรับความยากใหม่ได้
ปัญหานี้กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่แก้ยาก เมื่อไม่มีนักขุด บล็อกก็เกิดช้าลง ยิ่งบล็อกเกิดช้า ก็ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้นในการสร้างให้ครบ 2,016 บล็อกเพื่อปรับความยาก เมื่อความยากไม่ลดลง แรงจูงใจในการดึงนักขุดก็ยิ่งน้อยลงตามไปด้วย จากการประเมินแบบเรียลไทม์ หากความเร็วในการสร้างบล็อกยังคงเท่าเดิม BIP-110 อาจต้องรอถึง 6.3 ปี กว่าจะถึงรอบการปรับระดับความยากครั้งต่อไป (จากเดิมที่ประเมินไว้ราว 350 วันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา)

BIP-110 ล้มเหลวแล้วหรือไม่? เมื่อเชนหลักยังคงทิ้งห่าง
ในขณะที่ Bitcoin เชนหลักยังคงเดินหน้าสร้างบล็อกตามปกติและเตรียมเข้าสู่รอบการปรับระดับค่าความยาก (Difficulty) ครั้งถัดไปในอีกราว 12 วัน ช่องว่างระหว่างเชนหลักกับเชนใหม่อย่าง BIP-110 ก็ยิ่งขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า โปรเจกต์ BIP-110 นั้นล้มเหลวไปแล้วหรือไม่
Nick Ruck ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก LVRG Research ให้มุมมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า “Hashpower” หรือกำลังประมวลผลของนักขุด ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดต่อความปลอดภัยและการอยู่รอดของเครือข่าย เพราะหากปราศจากพลังประมวลผลที่มากพอ ระบบก็ไม่อาจสร้างบล็อกใหม่เพื่อขับเคลื่อนเครือข่ายต่อไปได้
ในทางขนานกัน Himanshu Sahay ผู้ร่วมก่อตั้ง Arch กลับมองว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่า BIP-110 ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของ Bitcoin นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักขุดเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องอาศัยการประสานงานและความร่วมมือจากทั้งกลุ่มนักพัฒนาและผู้เล่นอื่น ๆ ในระบบนิเวศ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นภาพความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า Bitcoin เชนหลักยังคงเดินหน้าต่อไป ในขณะที่ BIP-110 กลับหยุดชะงักไว้ที่บล็อก 961,633 และถูกทิ้งห่างไปไกลถึง 326 บล็อกแล้ว
ที่มา:coindesk
มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่การที่ BIP-110 ตามหลัง Bitcoin แต่คือการได้เห็นกลไกของ Bitcoin ทำงานในสถานการณ์จริงอย่างชัดเจนว่า กฎเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เชนอยู่รอดได้ หากไม่มีนักขุดและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้ามารองรับ

