<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

รัฐบาลไทยสั่งบล็อคเว็บ Change.org ผู้เชี่ยวชาญชี้ Blockchain จะมาช่วยแก้ไขปัญหาปิดตาประชาชนนี้ได้

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

ท่ามกลางปัญหาด้านการเมืองและความไม่สงบในขณะนี้ ดูเหมือนว่ารัฐไทยจะพยายามบล็อกเว็บไซต์ด้านการล่ารายชื่ออย่าง Change.org ที่ในขณะนี้ถูกปิดกั้นอยู่โดยกระทรวงดิจิทัล อ้างอิงจากภาพด้านล่างนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารายงานจาก blognone จะเผยว่าผู้ใช้งานสามารถที่จะ bypass การบล็อคดังกล่าวได้ด้วยระบบ VPN ของ WARP แต่ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity ชาวไทยชื่อดังอย่างนายปรมินทร์ อินโสม ผู้ที่เป็นคนสร้างเหรียญคริปโตสาย privacy ชื่อดังไปทั่วโลกอย่าง Zcoin ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับทางสยามบล็อกเชนว่าปัญหาดังกล่าวสามารถที่จะถูกแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีการกระจายศูนย์

โดยนายปรมินทร์กล่าวว่าการบล็อคเว็บ Change.org นั้นถือเป็นการบล็อคที่ระดับ DNS ดังนั้นจึงทำให้แม้ว่าเว็บดังกล่าวอยู่หลังระบบ cloudflare ก็ยังไม่พ้น โดยเขาได้โพสต์แนะนำให้ผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการติดตั้งระบบ VPN สามารถเปลี่ยน DNS เป็นตามที่เขากล่าวได้ด้านล่างนี้

นายปรมินทร์กล่าวว่าการทำงานของ DNS นั้นก็คือปกติแล้วเวลาเราจะเข้าเว็บไซต์ เราจะต้องทำการเชื่อมต่อกับศูนย์กลางก่อนซึ่งก็คือ DNS ก่อนที่ DNS จะทำการ redirect เราไปยัง IP ของเว็บไซต์ที่ถูกต้อง

แต่หากทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีการ redirect เราไปยัง IP ที่ไม่ถูกต้อง (อย่างเช่นในกรณีนี้ที่ IP 125.26.170.3) ก็จะทำให้เวลาเราเข้าเว็บดังกล่าว เราจะไม่สามารถไปยัง IP ที่แท้จริงของเว็บไซต์ปลายทางได้ แต่เราจะถูก redirect ไปยัง IP ที่ทางรัฐบาลจัดไว้ให้นั่นเอง

“ตอนนี้ที่ผมเข้าใจก็คือฝั่ง True เขาก็มี DNS server ของเค้าเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วเนี่ย เค้าก็เพิ่มไปแค่ว่าเวลาที่มีคน request change.org มา ก็คือแทนที่จะส่ง IP ที่ถูกต้องไป ก็ให้ส่ง IP server ของอีกอันหนึ่งไปให้แทน”

เทคโนโลยี Decentralized DNS จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสั่งบล็อคเว็บโดยรัฐบาลได้

นอกจากนี้นายปรมินทร์ยังกล่าวอีกด้วยว่าการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Decentralized DNS จะมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ได้

โดยปัจจุบันนายปรมินทร์เผยว่ากำลังมีผู้ที่พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนี้อยู่ และจะตั้งชื่อให้กับมันว่า Handshake protocol โดยหลักการทำงานของมันก็คือ “แทนที่จะเก็บ DNS record ไว้ที่ DNS server แต่ละที่ ๆ ไม่อาจจะเหมือนกัน แต่จะเป็นการเก็บไว้ที่เดียวที่เหมือนกัน แต่ไม่สามารถเข้าไปแฮ็คได้”

“ใช้ blockchain เข้ามาเกี่ยวข้อง เหมือนกับเก็บข้อมูลตรงเนี้ยไว้บน blockchain แล้วเวลาที่คนมา request เนี่ยก็คือ request ไปที่ blockchain ที่เดียวเลย เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะโดนแก้ไขเนี่ย มันน้อย”

พร้อมเสริมว่า

“DNS record เนี่ย AIS เก็บเอง TRUE ก็เก็บเอง รัฐบาลก็เก็บเอง คือเค้าก็บังคับให้เราไปต่อ แต่ถ้าเป็นเหมือนตัว blockchain เนี่ยมันก็เหมือนทุกคนต่อไปที่เดียว แล้วคือถ้าจะมีการไปแก้ไข record เนี่ย ทุกคนก็จะเห็นหมดว่ามีการไปแก้ไข”

หรือหากอธิบายให้ง่าย ๆ ตามที่นายปริมินทร์กล่าวก็คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทำการเชื่อมต่อ DNS ไปที่เดียวที่มีการเก็บ record ส่วนกลางไว้บน blockchain แต่ทุก ๆ คนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบ record ได้อย่างโปร่งใส อีกทั้งยังไม่มีใครสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจก็คือนายปรมินทร์กล่าวว่าจะมีการร่วมระบบดังกล่าวกับเหรียญ zcoin ที่เขาสร้างขึ้นมาอีกด้วย

“ในอนาคต น่าจะ integrate เข้า zcoin network ครับ”

นั่นหมายความว่าในอนาคตเราอาจจะได้เห็นระบบของเหรียญ zcoin มีความปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถถูกบล็อคได้อย่างง่าย ๆ อีกด้วย

โดยความสามารถของเจ้าเทคโนโลยีที่ว่านี้ส่งผลทำให้รัฐบาลเหลือหนทางอยู่เพียงแค่อย่างเดียวนั่นก็คือ “การตัดอินเตอร์เน็ททั้งประเทศ” เหมือนกับของเกาหลีเหนือ แต่คาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากว่าการทำสิ่งนั้นก็ไม่ต่างจากการปิดประเทศเท่าไรนัก

ปัจจุบันความพยายามในการบล็อคการเข้าถึงเว็บไซต์นั้นถูกใช้เป็นอาวุธของรัฐบาลเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี blockchain จะเข้ามาช่วยทวงอำนาจคืนให้ประชาชนได้ไม่มากก็น้อย

ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่ามีการนำเอา MV เพลงประเทศกูมี ไปเก็บไว้บน blockchain ของ zcoin ทำให้ไม่สามารถถูกลบออกได้ตลอดกาล