เทะสุตะ (テスタ) เป็นหนึ่งในนักเทรดสายเดย์เทรดที่โด่งดังในวงการลงทุนของญี่ปุ่น เจ้าของบล็อกยอดนิยม “ไดอารี่การลงทุนของนักลงทุนเทะสุตะ – เป้าหมายกำไร 3 หมื่นล้านเยน”
เทะสุตะ (テスタ) เริ่มต้นเทรดหุ้นในปี 2005 และใช้เวลาเพียง 6 ปี เขาก็สามารถทำกำไรจนแตะระดับ 100 ล้านเยนได้ และต้นปีเขาสามารถทำกำไรได้ถึง 2,000 ล้านเยนแล้ว ซึ่งเป้าหมายถัดไปของเขาก็คือ 3,000 ล้านเยน แน่นอนว่าการเดินทางสู่ความสำเร็จขนาดนี้ต้องมีเคล็ดลับและกลยุทธ์ที่น่าสนใจ
ในบทความนี้ ทางสยามบล็อกเชน จะพาไปเจาะลึกชีวิตของเทะสุตะเกี่ยวกับเส้นทางการผันตัวมาเป็นนักเทรดของเขา
ปีที่ผ่านมาเทะสุตะ สามารถทำกำไรได้ถึง 1,000 ล้านเยน เขาจึงเปลี่ยนชื่อบล็อกใหม่เป็น 2,000 ล้านเยน และในปีนี้เมื่อเขาสามารถบรรลุเป้าหมาย 2,000 ล้านเยนได้สำเร็จ เขาก็เลยเปลี่ยนชื่อบล็อกอีกครั้ง ดูเหมือนว่า เรื่องตัวเลขมหาศาลแบบนี้จะเป็นเรื่องปกติสำหรับเขาไปแล้ว
แม้ว่าเทะสุตะ จะเป็นนักเทรดสายเดย์เทรด แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็เริ่มลงทุนระยะกลางและระยะยาวมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วกำไรที่เพิ่มขึ้นมหาศาลในช่วงปีที่ผ่านมา ก็มาจากพอร์ตการลงทุนระยะกลางและยาวเป็นหลัก ไม่ใช่แค่จากเดย์เทรดเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าจะทำกำไรจากเดย์เทรดล้วน ๆ ให้ได้ 1,000 ล้านเยนต่อปีนั้นคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก
ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น เทะสุตะไม่ได้เป็นนักลงทุนมาตั้งแต่ต้น หลังจากเรียนจบ เขาก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ทำงานทั่วไป จนมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง แต่เขามองว่า งานที่ทำอยู่ไม่น่าจะมีอนาคตที่มั่นคง จึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ ๆ และวันหนึ่งเขาก็ไปสะดุดตากับหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนหุ้น ที่ร้านหนังสือ จากนั้นก็เริ่มสนใจเรื่องการเทรดขึ้นมา
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่อ่านหนังสือหุ้นแล้วจะคิดเอาการลงทุนเป็นอาชีพ แต่ในช่วงนั้นบล็อกเกี่ยวกับการลงทุนกำลังได้รับความนิยม เทะสุตะก็เริ่มอ่านบล็อกเกี่ยวกับเดย์เทรดหลายอัน แล้วก็พบว่า มีคนที่สามารถทำกำไรจากเดย์เทรดได้เป็นแสนเยนต่อวัน หรือเป็นล้านเยนต่อเดือน นั่นทำให้เทะสุตะเริ่มเชื่อว่า หุ้นไม่ใช่แค่เรื่องของการพนัน แต่สามารถเป็นช่องทางหารายได้ที่มั่นคงได้เช่นกัน นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจลองผันตัวมาเป็นนักเทรดหุ้นแบบรายวัน
หลายคนมองว่า นักเทรดสายเดย์เทรดอาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงเหมือนกับการพนัน แต่เทะสุตะมองว่าตรงกันข้าม เดย์เทรดคือ การซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ภายในวันเดียว บางครั้งซื้อแล้วขายภายในไม่กี่นาที หรือแม้แต่ไม่กี่วินาทีเลยก็มี โดยอาศัยการวิเคราะห์กราฟและข้อมูลต่าง ๆ ในตลาด เพื่อทำการตัดสินใจแบบฉับไว และที่สำคัญคือ เขาจะไม่ถือหุ้นข้ามวันเลย เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ตลาดอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในวันรุ่งขึ้น
เทะสุตะย้ำเตือนถึงเรื่องความเสี่ยงอีกอย่างที่หลายคนกังวลคือ การใช้บัญชีมาร์จิ้น หรือ “เครดิตเทรด” ซึ่งช่วยให้นักเทรดสามารถซื้อขายหุ้นในมูลค่าที่สูงกว่าทุนของตัวเองได้ ซึ่งเทะสุตะยอมรับว่า หากใช้ไม่ระวัง มันอาจเป็นดาบสองคมที่นำไปสู่การขาดทุนอย่างไม่คาดคิด แต่ถ้ามีวินัยและมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด ก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ดี แถมยังช่วยให้สามารถทำกำไรได้ แม้ในตลาดขาลง เพราะสามารถเปิดชอร์ตเซลล์ได้
เส้นทางการเป็นนักเทรดของเทะสุตะ ไม่ได้ง่ายเลย เดือนแรกเขาขาดทุนไปมูลค่า 300,000 เยน ส่วนในเดือนที่สองก็ยังขาดทุนอีก 100,000 เยน กว่าจะเริ่มมีกำไร เขาต้องใช้เวลากว่า 3 เดือนเต็ม แต่เมื่อเขาเริ่มจับจังหวะได้ เดือนต่อ ๆ มา เทะสุตะก็สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 500,000 เยน ไปจนถึง 1,000,000 เยนต่อเดือน
แม้จะทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงแรกของการเป็นนักเทรด เทะสุตะต้องเจอกับความกดดันไม่น้อย ถึงขั้นที่ว่า เขามีอาการเครียดจนทุกเช้าก่อนเปิดตลาดต้องอาเจียนออกมา ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าป่วย หรือไม่มีความสุขกับการเทรดเลย
ในทางกลับกัน มันเป็นช่วงเวลาที่เทะสุตะ ตื่นเต้นและสนุกกับการเรียนรู้มาก ซึ่งเขามองย้อนกลับไปว่า อาจจะเป็นเพราะแรงกดดันที่มาจากตัวเองมากกว่าปัจจัยภายนอก
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้เทะสุตะ สามารถพัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดดคือ การเพิ่มจำนวนหน้าจอ จากหนึ่งไปเป็นสองเครื่อง ซึ่งในช่วงแรกเขาเทรดด้วยคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร แต่พอเริ่มอยากดูข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ความเคลื่อนไหวของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือข้อมูลจากตลาดฟิวเจอร์ส หน้าจอเดียวก็เริ่มไม่พอแล้ว และเมื่อลองเพิ่มเป็นสองจอ ผลลัพธ์ก็ดีขึ้นทันที เขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ผลการเทรดมีเสถียรภาพมากขึ้นจนเห็นได้ชัด

เทะสุตะยอมรับว่า กว่าจะรู้สึกมั่นใจในกลยุทธ์การเทรดของตัวเอง เขาต้องใช้เวลานานหลายปี เพราะไม่มีอาจารย์หรือที่ปรึกษาคอยชี้แนะ โดยเขาอาศัยการอ่านบล็อกของนักเทรดคนอื่นเป็นแนวทาง และค่อย ๆ พัฒนาวิธีของตัวเองขึ้นมาเอง
หลังจากเทะสุตะเทรดมาได้ 2 ปี เขาสามารถทำกำไรได้หลายร้อยล้านเยน แต่ปีที่ 3 ที่เขาสามารถทำเงินได้ถึง 170 ล้านเยน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของเขา จากนั้นปีที่ 6 เทะสุตะก็ทำเงินได้แตะหลักพันล้านเยนเป็นครั้งแรก และนั่นคือ จุดที่ทำให้เขารู้ว่า ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในนักเทรดที่ประสบความสำเร็จแล้ว และเส้นทางของเขาก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่หยุดเพียงแค่นั้น
ที่มา : rakuten