<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Vitalik ยืนยัน Ethereum สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ที่สุดในวงการคริปโตได้สำเร็จแล้ว!

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain

Vitalik Buterin หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ออกมาเปิดเผยว่าบล็อกเชนเครือข่าย Ethereum สามารถแก้ปัญหา ‘สามเส้าของบล็อกเชน’ ได้สำเร็จผ่านเทคโนโลยี Zero-Knowledge EVMs (zkEVMs) และ PeerDAS ซึ่งช่วยให้ระบบมีความกระจายศูนย์ , มีความปลอดภัยแบบฉันทามติ , และมีแบนด์วิดท์ที่สูงได้พร้อมกันทั้งหมด หลังจากใช้เวลาพัฒนานานนับทศวรรษ

ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางที่ยาวนานนับทศวรรษ ซึ่งเริ่มต้นจากการที่ Buterin เริ่มเขียนโค้ดเรื่อง Data Availability Sampling เป็นครั้งแรกในปี 2015 และตามมาด้วยการพัฒนา ZKEVM ในช่วงเริ่มต้นประมาณปี 2020

Buterin กล่าวว่าการอัปเกรดใหม่ล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นการพัฒนาเพียงเล็กน้อย แต่กำลังจะส่งผลทำให้ Ethereum ถูกเปลี่ยนแปลงไปถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่แข็งแกร่งขึ้นและกระจายศูนย์มากขึ้น

เขากล่าวเสริมว่าโปรโตคอลใหม่นี้จะมอบการกระจายศูนย์, ฉันทามติ , และมีแบนด์วิดท์ที่สูงได้พร้อมกันทั้งหมด ซึ่งเดิมทีการแก้ปัญหาเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้

Beterin อธิบายว่าในช่วงต้นของเทคโนโลยี P2P อย่าง BitTorrent แม้จะมีแบนด์วิดที่สูงและการกระจายอำนาจแต่ก็ไม่มีแมคานิคของการ consensus ส่วน Bitcoin ในเวลาไล่เลี่ยกันมีการกระจายศูนย์ มี Consensus แต่กลับมีการประมวลผลที่ต่ำ

ด้วยเหตุนี้ สถาปัตยกรรมใหม่ของ Ethereum ได้กำลังพังทลายรูปแบบดังกล่าว ด้วยการกระจายงานประมวลผลไปยังโหนดต่าง ๆ ในขณะที่ยังคงสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการเปลี่ยนสถานะ ทั้งหมดได้ด้วยหลักการเข้ารหัสทางคณิตศาสตร์

ปัจจุบันเทคโนโลยี ZKEVMs อยู่ในระดับที่ใช้งานจริงได้แล้ว โดยระยะเวลาในการประมวลผลการพิสูจน์ลดลงจาก 16 นาที เหลือเพียง 16 วินาที และค่าใช้จ่ายก็ลดลงถึง 45 เท่า ซึ่งในปัจจุบัน 99% ของบล็อกบน Ethereum สามารถทำการพิสูจน์ได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที ส่วน PeerDAS ได้ทำให้โหนดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากชิ้นส่วนเล็กๆ แทนที่จะต้องโหลดข้อมูลจากทั้งบล็อกทำให้เพิ่มขีดจำกัดการประมวลผลได้โดยไม่สูญเสียการกระจายอำนาจ

ทั้งนี้ Ethereum Foundation ได้ตั้งโร้ดแมพในอนาคต โดยมุ่งเน้นไปยังด้านความปลอดภัย และอยากให้ทีมสามารถ บรรลุระดับความปลอดภัยที่พิสูจน์ได้ขนาด 128 บิต ภายในสิ้นปี 2026 พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายไว้ที่ระดับความปลอดภัย 100 บิต ภายในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยต้องมีการบูรณาการการใช้งานร่วมกับเครื่องมือประเมินความปลอดภัย soundcalc ภายในเดือนกุมภาพันธ์

แผนการดังกล่าวสอดคล้องกับความกังวลของทาง Foundation ที่ระบุไว้เมื่อเดือน ธ.ค. ว่า ถ้าผู้โจมตีสามารถสร้าง proof เลียนแบบขึ้นมาได้ พวกเขาก็จะสามารถทำอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเหรียญ หรือการแก้ข้อมูล รวมไปถึงการยักยองเงิน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมทาง Foundation ถึงให้ความสำคัญกับความปลอดภัย

แผนต่อเนื่องถึงปี 2030

ปัจจุบัน Buterin ได้วางโร้ดแมพในช่วง 4 ปีนี้ โดยจะเริ่มต้นจากการเพิ่มขีดจำกัดค่าแก๊สขนาดใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ZKEVM ในปี 2026 และในช่วงรอยต่อจนถึง 2028 จะมีนักพัฒนาจะดำเนินการปรับราคาค่าแก๊สใหม่ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถานะ และย้ายข้อมูลส่วนประมวลผล ไปไว้ในบล็อบเพื่อรองรับขีดความสามารถในการประมวลผลที่สูงขึ้นได้อย่างปลอดภัย

และในระหว่างปี 2027-2030 Buterin คาดว่าการตรวจสอบด้วย ZKEVM จะกลายเป็นวิธีหลักในการตรวจสอบบล็อก เนื่องจากมีลิมิตค่าแก๊สที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้โร้ดแมพดังกล่าวยังรวมถึง การสร้างบล็อกแบบกระจายศูนย์เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างที่สาม โดย Buterin ได้นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น ‘จอกศักดิ์สิทธิ์ในอุดมคติ’ ซึ่งบล็อกที่สมบูรณ์จะไม่มีทางถูกรวบรวมไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งเพียงแห่งเดียว เพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงโดยศูนย์กลาง และเพิ่มความเป็นธรรมในเชิงภูมิศาสตร์

อย่างไรก็ตาม INTMAX เครือข่ายด้านความเป็นส่วนตัวได้แสดงถึงความกังวลต่อ Ethereum ในเรื่องของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น โดยพวกเขาอธิบายว่า ถ้าหากมีเพียงคน 5 คนเข้าใจว่าโปรโตคอลความเป็นส่วนตัวของคุณทำงานอย่างไร “ผลงานของคุณไม่ได้บรรลุสภาวะที่ไม่ต้องอาศัยความไว้วางใจ (trustlessness) แต่คุณแค่เปลี่ยนตัวบุคคลที่คุณเลือกจะเชื่อใจเท่านั้น” ทำให้ในปัจจุับยังคงมีความเสี่ยงที่จะให้การควบคุมการทำงานของเครือข่ายไปกระจุกตัวอยู่เพียงในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

สุดท้ายนี้ Buterin ได้ทิ้งคำเตือนไว้ให้แก่เครือข่าย Ethereum ที่จำเป็นจะต้องอดกลั้นและไม่ไปตามกระแส เช่นเหรียญมีมการเมือง และต้องดำรงอยู่และทำเป้าหมายของต้นเองให้ลุล่วง โดยแอปพลิเคชันต่างๆ จำเป็นที่จะต้องอยู่และทำงานได้แม้ทีมพัฒนาดั้งเดิมจะหายไปหมด

ที่มา : Cryptonews