วิกฤตราคา Bitcoin ที่ดิ่งลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม (ที่ 126,000 ดอลลาร์) ลงมาเทรดต่ำกว่าระดับ 63,000 ดอลลาร์ กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงไปยังกลุ่ม “นักขุด” ทั่วโลก
เมื่อราคาตลาดเริ่มร่วงลงมาแตะเส้นตายที่เรียกว่า “จุดคุ้มทุน” ทำให้เกิดความกังวลว่าเหมืองขุดจำนวนมากอาจต้องจำใจปิดเครื่องหนีตาย หากราคาไม่รีบดีดตัวกลับขึ้นไป
เปิดต้นทุนจริง ขุด 1 เหรียญต้องใช้เงินเท่าไหร่?
ประเด็นร้อนเริ่มจากกราฟของ Checkonchain ที่ประเมินว่าต้นทุนการขุด (อ้างอิงจากค่า Difficulty) พุ่งไปอยู่ที่ 86,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันมาก แปลว่าตอนนี้ยิ่งขุดยิ่งเข้าเนื้อ
อย่างไรก็ตาม Julio Moreno จาก CryptoQuant มองว่าตัวเลขนั้นอาจจะสูงเกินจริงไปหน่อย โดยเขาประเมินว่าต้นทุนเฉลี่ยจริงๆ น่าจะอยู่ที่ช่วง 70,000 – 80,000 ดอลลาร์ แต่ถึงอย่างนั้น ราคากระดานปัจจุบันที่แถวๆ 62,000 ดอลลาร์ ก็ยังถือว่าต่ำกว่าต้นทุนอยู่ดี
รายใหญ่รอด-รายย่อยร่วง ใครต้นทุนถูกสุด?
ในขณะที่รายย่อยกระอักเลือด Nishant Sharma จาก BlocksBridge เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า บริษัทเหมืองมหาชนรายใหญ่มีต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าชาวบ้าน โดยอยู่ที่ประมาณ 60,000 ดอลลาร์ เท่านั้น ทำให้พวกเขายังพอกัดฟันสู้ไหว
- ผู้ที่หนาวที่สุด NYDIG มีต้นทุนการขุดสูงปรี๊ดถึงกว่า 106,000 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC
- ผู้ที่ชิลที่สุด Iris Energy (IREN) ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและเจรจาค่าไฟได้ถูก มีต้นทุนต่ำเตี้ยเพียง 39,208 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC เท่านั้น
สัญญาณ ‘เหมืองแตก’ เริ่มชัด-ล้างพอร์ตยับ 2 พันล้าน
หากราคายังแช่อยู่ในโซนนี้ เราจะได้เห็นปรากฏการณ์ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” โดยเหมืองที่มีต้นทุนสูงจะทยอยปิดเครื่อง หรือขายกิจการให้นายทุนรายใหญ่ที่มีสายป่านยาวกว่า
นอกจากนี้ ตลาดกำลังจับตาการปรับค่าความยาก (Difficulty Adjustment) ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งคาดว่าจะ ลดลงถึง 13% เพื่อช่วยต่อลมหายใจให้นักขุด
สถานการณ์ราคาร่วงหนักครั้งนี้ยังส่งผลให้ตลาดอนุพันธ์ (Futures) ถูกล้างพอร์ตไปรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะ Bitcoin อย่างเดียวโดนไปกว่า 1.11 พันล้านดอลลาร์ และมีไม้ใหญ่สุดที่โดนบังคับขายบน Binance มูลค่าถึง 12 ล้านดอลลาร์ในไม้เดียว
ที่มา: decrypt
