สรุปข่าว
- วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis เรียกร้องให้กระทรวงการคลังสหรัฐใช้ทุนสำรองทองคำซื้อ Bitcoin แทน
- สหรัฐถือทองคำ 8,133 ตัน มูลค่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่บันทึกในบัญชีที่ราคาปี 1970 เพียง 11 พันล้านดอลลาร์
- แผน BITCOIN Act เป้าหมายซื้อ Bitcoin 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปี โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่วุฒิสมาชิกระดับสูงของสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ใช้ทุนสำรองทองคำซื้อ Bitcoin 1 ล้าน BTC ถือเป็นสัญญาณบวกอย่างมากต่อตลาด หากแผนนี้ผ่านจริง สหรัฐจะกลายเป็นประเทศแรกที่นำ Bitcoin เข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองประเทศอย่างเป็นทางการ การซื้อ 1 ล้าน BTC (เกือบ 5% ของอุปทานทั้งหมด) จะสร้างแรงต้านอุปทานมหาศาลและอาจดันราคาขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะถ้านักลงทุนเริ่มซื้อก่อนรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูว่าร่างกฎหมายจะผ่านหรือไม่
จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 วุฒิสมาชิก Cynthia Lummis แห่งรัฐไวโอมิงได้เรียกร้องให้กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาใช้ทุนสำรองทองคำของประเทศเพื่อซื้อ Bitcoin อย่างมีกลยุทธ์ ข้อเสนอนี้มุ่งหวังที่จะสร้าง Bitcoin National Reserve ที่สามารถช่วยลดหนี้สาธารณะและเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว โดย Lummis แนะนำว่ากระทรวงการคลังสามารถขายส่วนหนึ่งของทุนสำรองทองคำ หรือประเมินมูลค่าใบรับรองทองคำใหม่ตามราคาตลาดปัจจุบันเพื่อนำเงินมาซื้อ Bitcoin แผนนี้ตั้งเป้าหมายซื้อ Bitcoin สูงถึง 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปีข้างหน้า
สหรัฐมีทองคำมหาศาล แต่บันทึกในบัญชีแค่ 11 พันล้านดอลลาร์
สหรัฐอเมริกาปัจจุบันถือทุนสำรองทองคำมากที่สุดในโลก ประมาณ 8,133 ตัน มีมูลค่าเกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ (~41.6 ล้านล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทองคำเหล่านี้ยังคงถูกบันทึกในบัญชีของธนาคารกลางในราคายุค 1970 ที่เพียง 11 พันล้านดอลลาร์ (~352 พันล้านบาท) เท่านั้น
ใบรับรองทองคำที่ออกในปี 1973 มีมูลค่าตามกฎหมายเพียง $42.22 ต่อทรอยออนซ์ แต่ปัจจุบันทองคำมีมูลค่าตลาดประมาณ $2,700 ต่อทรอยออนซ์ นั่นหมายความว่ามีส่วนต่างมหาศาลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
BITCOIN Act: แผนซื้อ 1 ล้าน BTC โดยไม่ใช้งบประมาณเพิ่ม
ร่างกฎหมาย BITCOIN Act (Boosting Innovation, Technology, and Competitiveness through Optimized Investment Nationwide) ที่ Lummis เสนอมีรายละเอียดสำคัญดังนี้
1. เป้าหมาย 1 ล้าน Bitcoin
กระทรวงการคลังจะได้รับอนุญาตให้ซื้อ Bitcoin สูงสุด 1 ล้าน BTC ภายใน 5 ปี ซึ่งคิดเป็นเกือบ 5% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมด
2. ใช้ทองคำเป็นทุน
แทนที่จะใช้งบประมาณใหม่ แผนนี้เสนอให้ใช้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของใบรับรองทองคำของธนาคารกลางในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารส่งคืนใบรับรองเก่าและออกใบรับรองใหม่ที่สะท้อนมูลค่าตลาดปัจจุบันของทองคำ จากนั้นนำส่วนต่างมาซื้อ Bitcoin
3. ถือครองระยะยาว
Bitcoin ที่ซื้อจะต้องถูกเก็บไว้อย่างน้อย 20 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงระยะยาวให้กับ Strategic Bitcoin Reserve
4. โปร่งใส Proof of Reserves
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังต้องเผยแพร่รายงานรายไตรมาสเกี่ยวกับ Strategic Bitcoin Reserve รวมถึงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการถือครองทั้งหมด ธุรกรรม และการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ
5. รัฐสามารถเข้าร่วมได้
ร่างกฎหมายอนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างทุนสำรอง Bitcoin ของตัวเองสามารถทำได้ในบัญชีแยกต่างหาก
ต้นทุนและความเป็นไปได้
การซื้อ Bitcoin 1 ล้าน BTC จะมีต้นทุนประมาณ 90 พันล้านดอลลาร์ (~2.88 ล้านล้านบาท) ในราคาตลาดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายผ่าน ราคา Bitcoin น่าจะพุ่งสูงขึ้นมากเนื่องจากนักลงทุนจะพากันซื้อก่อนรัฐบาล
สหรัฐปัจจุบันถือ Bitcoin อยู่แล้ว 328,372 BTC จากการยึดทรัพย์ มีมูลค่า 22.3 พันล้านดอลลาร์ (~713 พันล้านบาท) ซึ่ง Bitcoin เหล่านี้เคยมีมูลค่าเพียง 500 ล้านดอลลาร์เมื่อตอนยึด แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15 พันล้านดอลลาร์แล้ว สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตระยะยาวของ Bitcoin
การสนับสนุนจากทรัมป์และข้อวิพากษ์วิจารณ์
ข้อเสนอของ Lummis สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ต้องการทำให้สหรัฐเป็น “Bitcoin Superpower of the World” ทรัมป์เคยกล่าวในการประชุม Bitcoin Conference ว่าจะสร้าง Bitcoin National Stockpile และให้สหรัฐเป็นศูนย์กลางคริปโตของโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์บางคนแสดงความกังวล Avik Roy ประธาน FREOPP ระบุว่าแผน Bitcoin Reserve ดีแต่ไม่ได้แก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่ 35 ล้านล้านดอลลาร์ เขาเตือนว่าสหรัฐยังคงต้องทำการปฏิรูปงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณรายปี 2 ล้านล้านดอลลาร์ และมีความกังวลว่าสหรัฐอาจละทิ้งทุนสำรอง Bitcoin ในอนาคต เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับทองคำในยุค 1970
ข้อเสนอของวุฒิสมาชิก Lummis เป็นก้าวที่กล้าหาญและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ Bitcoin หากร่างกฎหมายนี้ผ่านจริง มันจะเป็นการยืนยันว่า Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็นทรัพย์สินสำรองระดับประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่ายังมีอุปสรรคมากมาย ทั้งการต่อต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม ความกังวลเรื่องความผันผวน และคำถามว่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้จริงหรือไม่ สิ่งที่แน่นอนคือ หากแผนนี้เป็นจริง ราคา Bitcoin จะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการที่รัฐบาลสหรัฐซื้อ 1 ล้าน BTC จะสร้างแรงต้านอุปทานมหาศาล และอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ประเทศอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เราต้องติดตามกันต่อไปว่าในปี 2026-2027 นี้ ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนขึ้นหรือไม่
ที่มา: coinpedia , crypto-economy, clarkhill

