ประกาศกร้าว! ผู้สร้าง Openclaw ออกกฎเหล็ก “ห้ามเอ่ยถึง Bitcoin-คริปโต” ฝ่าฝืนเตะออกจาก Discord

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ชาวคริปโตรายหนึ่งถูกแบนออกจาก Discord ของ Openclaw เพียงเพราะเอ่ยถึง Bitcoin
  • Peter Steinberger ผู้สร้าง Openclaw สวนกลับชัดเจนว่า เซิร์ฟเวอร์มีกติกาชัดเจนห้ามเอ่ยถึงคริปโตใดๆก็ตาม
  • ความเข้มงวดของ Steinberger เป็นผลมาจากแผลเก่าที่มีคนเอาชื่อของ Openclaw ไปสร้างเหรียญมีมหลอกลวงชาวบ้าน

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

เกิดกระแสถกเถียงเดือดเมื่อ Peter Steinberger ผู้สร้าง Openclaw AI Agent สั่งแบนผู้ใช้งานบน Discord เพียงแค่พิมพ์คำว่า Bitcoin โดยอ้างกฎเหล็กที่ห้ามพูดถึงคริปโตทุกรูปแบบซึ่งเป็นผลพวงมาจากแผลเก่าที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสแอบอ้างชื่อโปรเจกต์ไปสร้างเหรียญและทำ Rugpull ปล้นเงินไปกว่า 16 ล้านดอลลาร์ จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อปกป้องชุมชน AI

Openclaw AI Agent ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ได้เผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์จากชาวคริปโตบางกลุ่ม หลังจากที่มีผู้ใช้รายหนึ่งถูกแบนออกจากชุมชน Discord เพียงแค่มีการอ้างถึง Bitcoin

ผู้ใช้งานรายหนึ่งได้ออกมาโวยผ่านโซเชียลมีเดียว่า ตัวเขาถูกแบบนออกจากเซิร์ฟเวอร์ Discord ของ Openclaw เพียงเพราะ AI ที่ใช้มีการกล่าวถึง Bitcoin ภายในประโยคธรรมดา ไม่ได้โปรโมทเหรียญอะไร ซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องใหญ่แต่กลับต้องโทษสถานหนัก จึงได้ทำการเรียกร้องให้ Peter Steinberger ผู้สร้างทำการปลดแบน

หากมองดูผิวเผิน การกระทำของผู้ใช้รายนี้ก็ไม่น่าจะสมควรถึงขั้นถูกแบนแต่ Steinberger กลับได้ออกมาตอบกลับชัดเจนว่า “ชุมชนของเรามีกฎระเบียบกติกาชัดเจน ที่คุณก็ยอมรับแล้วตอนขอเข้าร่วมเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งหนึ่งในกฎระบุว่า ห้ามมีการกล่าวถึงคริปโตหรือใดๆที่เกี่ยวข้อง”

ความเข้มงวดของ Steinberger มีสาเหตุสืบเนื่องมาจาก ก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวโทเคนปลอมที่ชื่อ CLAWD ในช่วงที่ Openclaw กำลังรีแบรนด์ตัวเอง ซึ่งเหรียญที่ว่าสามารถระดมทุนไปได้ถึง $16 ล้าน ก่อนทำการ rugpull โดยที่ Steinberger ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆ ทั้งสิ้น

Steinberger ย้ำชัดและขอร้องให้ชาวคริปโตเลิกทักหาเขา เลิกยุ่งและกวนใจเขา เพราะเขาจะไม่มีวันสร้างเหรียญคริปโต และทุกโปรเจกต์ที่แอบอ้างชื่อล้วนแล้วแต่เป็นสแกมเมอร์หลอกลวง

แม้กติกาของ Steinberger จะสมเหตุผลแต่ Sam Kazemian จาก Frax Finance ได้ออกมาวิจารณ์การกระทำของ Steinberger และต้องการความโปร่งใสจากมุมมองของเขาว่ามีอคติกับเทคโนโลยีคริปโต หรือแค่หงุดหงิดที่ได้รับข้อความสแปมบ่อยๆ เท่านั้น

Steinberger จึงตอบกลับไปว่าเขาไม่ได้มีอคติกับคริปโต และเทคโนโลยีเบื้องหลังก็น่าสนใจ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ของคริปโตเต็มไปด้วยความท็อกซิก ที่ลามปามมาถึงขั้นโจมตีเขาโดยตรง ทำให้ต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการควบคุม

อย่างไรก็ตาม กระแสตอบรับของชุมชนมีทั้งแง่บวกและลบ ฝ่ายที่คัดค้านมองว่าข้อบังคับนี้ไม่ต่างจากการเซนเซอร์ที่ปิดกั้นการถกเถียงทางเทคนิคที่เป็นประโยชน์ ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนแย้งว่ามาตรการนี้ช่วยให้โครงการจดจ่ออยู่กับการนวัตกรรม AI ได้อย่างเต็มที่ และช่วยปกป้องชุมชนจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้น

ที่มา : Bitcoin.com


มุมมองผู้เขียน : กรณีนี้สะท้อนให้เห็นรอยร้าวระหว่าง 2 ชุมชนอย่างชัดเจน การใช้ไม้แข็งของ Steinberger แม้จะดูเผด็จการ แต่มันคือการปกป้องผลงานไม่ให้แปดเปื้อนกับภาพลักษณ์สีเทาตราบใดที่วงการคริปโตยังแก้ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ได้