Saylor หักหลัง Bitcoin? เมื่อราชา BTC Maxi หันไปโอบรับ Ethereum กับ Solana

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Michael Saylor ประกาศวิสัยทัศน์ ‘สินเชื่อดิจิทัล’ (programmable digital credit) บนเวที Strategy World 2026 ระบุชื่อ Ethereum และ Solana เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ SOL พุ่ง 13%
  • นี่คือการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่จากคนที่เคยเรียก Altcoin ว่า ‘หลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน’ สู่การยอมรับว่า Bitcoin ทำทุกอย่างไม่ได้คนเดียว
  • เกิดขึ้นในจังหวะที่ Bitcoin ร่วงแตะ $63,000 ทำให้ชุมชนคริปโตตั้งคำถามว่า Bitcoin Dominance อาจถึงจุดสูงสุดแล้ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BULLISH

การที่ผู้นำ Bitcoin Maximalism ระดับ Saylor ยอมรับ Ethereum และ Solana เป็นสัญญาณว่าเงินสถาบันจะไหลเข้า Altcoin มากขึ้นผ่าน use case ของสินเชื่อดิจิทัล ข่าวนี้เป็นขาขึ้นสำหรับ ETH และ SOL โดยเฉพาะ และเป็นขาขึ้นสำหรับตลาดคริปโตโดยรวมในแง่ของการขยายตัวของ use case

Michael Saylor คนที่ซื้อ Bitcoin สะสมมากกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ คนที่เคยเรียก Altcoin ว่าเป็น “หลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน” คนที่ประกาศตัวว่ามี “ปริญญาเอกด้านการถือ Bitcoin” เพิ่งออกมาพูดบนเวที Strategy World 2026 ว่า Ethereum และ Solana คือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบสินเชื่อดิจิทัลแห่งอนาคต ไม่ใช่แค่พูดผ่าน ๆ แต่วาดภาพวิสัยทัศน์เต็มรูปแบบว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัย พันธบัตร และเงินกู้จะถูกโทเคนไนซ์บนเชนเหล่านี้ ถ้าราชาแห่ง Bitcoin Maximalism ยอมก้มหัวให้ Multichain แล้วสงครามชนเผ่าที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมคริปโตมาตลอด จะเหลืออะไร?

จาก “PhD in HODLing” สู่การเปิดประตูให้ Altcoin

จาก
ภาพจาก AI

ต้องเข้าใจก่อนว่า Saylor ไม่ใช่แค่นักลงทุนที่ชอบ Bitcoin เขาคือสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์ของ Bitcoin Maximalism ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “เราอยู่ในธุรกิจที่ไม่ขาย Bitcoin” และ “เราจบปริญญาเอกด้านการถือครอง” ดังที่ Crypto News Hunters 🎯 โพสต์ข้อความของ Saylor เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. ตามเวลาไทย (UTC+7) ว่า “เราอยู่ในธุรกิจที่จะไม่ขาย Bitcoin เรามีปริญญาเอกด้านการถือครอง” และ CoinVerse – Crypto Community 📊 ก็ย้ำในทำนองเดียวกันว่า กลยุทธ์ของ Saylor เรียบง่าย คือไม่ขาย Bitcoin และยังคงยึดมั่นในระยะยาว

บริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ของเขาแปลงร่างจากบริษัทซอฟต์แวร์ธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่ Eric Hall เรียกว่า “Bitcoin wrapper ที่โด่งดังที่สุดในโลก” จนหุ้น MSTR พุ่งขึ้นกว่า 1,000% ในรอบ 4 ปี ตามที่ Aries76 Ltd UK Capital Intelligence ชี้ให้เห็น โมเดลธุรกิจของเขาเรียบง่ายสุดขีด ซื้อ Bitcoin ถือ Bitcoin แล้วทำซ้ำ BetterSailor ยังโพสต์เปรียบเทียบว่า 5 ปีก่อน เงิน 70 ล้านดอลลาร์ต้องใช้เวลาสะสมทั้งปี แต่ตอนนี้ทุก ๆ ที่ Bitcoin ขยับ 100 ดอลลาร์ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงมูลค่า 70 ล้านดอลลาร์ทันที

แต่แล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

Strategy World 2026 กับวิสัยทัศน์ “สินเชื่อดิจิทัล” บน Solana และ Ethereum

Michael Saylor บนเวทีงานประชุม
ภาพจาก: 𝙇𝙄𝙊𝙉 𝕏 (X)

ในงาน Strategy World 2026 Saylor ไม่ได้แค่พูดชื่นชม Bitcoin ตามปกติ เขาวาดวิสัยทัศน์ใหม่ทั้งหมดว่า “สินเชื่อดิจิทัลแบบเขียนโปรแกรมได้” (programmable digital credit) จะปฏิวัติวงการการเงิน โดยระบุชื่อ Solana และ Ethereum อย่างชัดเจนว่าเป็น “ราง” (rails) สำหรับการกระจายสินเชื่อเหล่านี้ เราไม่ได้พูดถึงแค่การส่งโทเคนไปมา แต่หมายถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัย พันธบัตร และเงินกู้ที่ถูกนำมาอยู่บนบล็อกเชน

𝙇𝙄𝙊𝙉 𝕏 โพสต์เมื่อช่วง 5 ทุ่มกว่าของวันที่ 26 ก.พ. ตามเวลาไทย (22:41 UTC) ว่า “Saylor เพิ่งเปลี่ยนจุดยืน ในงาน Strategy World 2026 เขาสนับสนุนสินเชื่อแบบเขียนโปรแกรมได้บน SOL และ ETH” และผลที่ตามมาทันที คือ Solana พุ่งขึ้น 13% ขณะที่ Ikem22 ให้ความเห็นว่า “Saylor สนับสนุน Solana และ Ethereum เป็นรางสำหรับสินเชื่อแบบโทเคนบนเชน บอกอะไรได้มากเกี่ยวกับทิศทางข้างหน้า” และ joshua.sol เสริมว่า “Saylor ชี้ให้เห็นว่า Solana กับ Ethereum คืออนาคตของสินเชื่อดิจิทัล อำนาจของ Wall Street กำลังคลายตัว เมื่อการกระจายสินเชื่อแบบเขียนโปรแกรมได้บนรางคริปโตเพิ่มขึ้น”

สิ่งที่น่าสนใจคือ Leonardo Bochat ใช้คำว่า “Strategy ประกาศสนับสนุน Solana และ Ethereum” ซึ่งหมายความว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัวของ Saylor อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นทิศทางธุรกิจของบริษัทมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทำไมถึงเรียกว่า “การทรยศทางอุดมการณ์”

ทำไมถึงเรียกว่า
ภาพจาก AI

คำว่า “ทรยศ” อาจฟังรุนแรง แต่ต้องเข้าใจบริบทของวัฒนธรรมคริปโต Bitcoin Maximalism ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การลงทุน แต่เป็นอุดมการณ์ เป็นศาสนาที่มีผู้ศรัทธาหลายล้านคนทั่วโลก หลักคำสอนง่าย ๆ คือ Bitcoin เท่านั้นที่เป็น “เงิน” ที่แท้จริง ที่เหลือคือเหรียญลม Altcoin ทุกตัวคือหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน และ Ethereum คือศัตรูหมายเลขหนึ่งเพราะมันดึงเงินและความสนใจออกจาก Bitcoin

Saylor คือผู้นำสูงสุดของอุดมการณ์นี้ในโลกองค์กร เขาเคยพูดอย่างชัดเจนว่า Altcoin เป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน เขาเคยปฏิเสธทุกอย่างที่ไม่ใช่ Bitcoin ดังนั้นเมื่อเขาออกมาเรียกชื่อ Ethereum และ Solana ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับวิสัยทัศน์ทางการเงินของเขา มันไม่ใช่แค่การ “เปิดใจ” มันคือการพลิกหลักการพื้นฐานที่เขาสร้างชื่อเสียงมาทั้งหมด

ลองนึกภาพว่าถ้าพระสันตะปาปาออกมาชมศาสนาพุทธว่า “มีจุดดี” คุณคิดว่าคริสตจักรจะตอบรับอย่างไร? นี่คือระดับของความสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในชุมชน Bitcoin Maximalist

แต่ Saylor ทำแบบฉลาด เขาไม่ได้บอกว่า Bitcoin ไม่ดี เขายังคงยืนยันว่า Bitcoin คือ “สินทรัพย์สำรองมูลค่า” ที่ดีที่สุด สิ่งที่เขาเพิ่มเข้ามาคือชั้นใหม่ ชั้นของ “สินเชื่อ” ที่ต้องการบล็อกเชนที่เร็วกว่า ถูกกว่า และเขียนโปรแกรมได้มากกว่า Bitcoin นั่นคือที่มาของ Ethereum และ Solana ในสมการ

Bitcoin ยังไม่ตาย แต่ Dominance อาจถึงจุดสูงสุดแล้ว?

Bitcoin ยังไม่ตาย แต่ Dominance อาจถึงจุดสูงสุดแล้ว?
ภาพจาก AI

คำถามที่ตามมาคือ ถ้าแม้แต่ Saylor ยังยอมรับว่า Bitcoin ทำทุกอย่างไม่ได้ มันหมายความว่า Bitcoin Dominance (สัดส่วนมูลค่าตลาด Bitcoin เทียบกับตลาดคริปโตทั้งหมด) อาจถึงจุดสูงสุดแล้วหรือไม่?

ลองมองจากมุมของ Saylor เอง เขาเห็นว่า Bitcoin คือ “ทอง” ของโลกดิจิทัล แต่ “สินเชื่อ” เป็นตลาดที่ใหญ่กว่าทองคำหลายเท่า ตลาดพันธบัตรโลกมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยอีกหลายสิบล้านล้าน ถ้า Ethereum และ Solana กลายเป็นรางหลักสำหรับสินเชื่อเหล่านี้ มูลค่าที่ไหลเข้า Altcoin จะมหาศาล

TheStreet รายงานเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ก.พ. ตามเวลาไทยว่า “Michael Saylor กำลังเดินหน้าเต็มที่กับนวัตกรรม ไม่ใช่การล่มสลาย” ซึ่งสะท้อนว่าแม้แต่สื่อกระแสหลักก็มองว่านี่คือการขยายจักรวรรดิ ไม่ใช่การยอมแพ้

แต่ผลกระทบต่อเนื่องนั้นชัดเจน ถ้า “สินเชื่อดิจิทัล” กลายเป็นเรื่องจริง เงินจะต้องไหลไปที่ ETH และ SOL เพื่อจ่ายค่าแก๊ส เพื่อสร้าง DApp เพื่อเป็นหลักประกัน และนั่นหมายความว่าส่วนแบ่งของ Bitcoin ในตลาดคริปโตโดยรวมจะถูกเจือจางลง ไม่ใช่เพราะ Bitcoin อ่อนแอ แต่เพราะเค้กก้อนใหญ่ขึ้น และชิ้นที่เพิ่มมาตกไปอยู่กับ Altcoin

สงครามชนเผ่าคริปโตจบแล้วหรือยัง?

สงครามชนเผ่าคริปโตจบแล้วหรือยัง?
ภาพจาก AI

สำหรับเทรดเดอร์ไทยที่รู้ดีว่าชุมชนคริปโตบ้านเราแบ่งฝั่งกันชัดเจน คนถือ Bitcoin ดูถูก Ethereum คน Ethereum ดูถูก Solana คน Solana ดูถูก Meme Coin การที่ Saylor ออกมาพูดแบบนี้เท่ากับบอกว่า สงครามชนเผ่าที่ทุกคนทุ่มเทใจมาหลายปี อาจไม่มีความหมายอีกต่อไป

เพราะในโลกของสถาบันการเงิน ไม่มีใครสนใจว่าคุณเป็น “BTC Maxi” หรือ “ETH Bull” หรือ “SOL Degen” พวกเขาสนใจแค่ว่าเชนไหนทำงานได้เร็วที่สุด ถูกที่สุด และรองรับ use case ที่ต้องการได้ดีที่สุด ถ้าต้องออกพันธบัตรโทเคนบน Solana เพราะค่าธรรมเนียมถูกกว่า ก็ทำ ถ้าต้องใช้ Ethereum เพราะ smart contract แข็งแกร่งกว่า ก็ใช้ Bitcoin? เก็บไว้เป็นหลักประกัน เป็นสินทรัพย์สำรอง แต่ไม่ได้ใช้เป็นรางรันสินเชื่อ

Andro อ้างอิงรายงานจาก Benzinga ที่ใช้หัวข้อว่า “Michael Saylor เปิดเผยวิสัยทัศน์ ‘สินเชื่อดิจิทัล’ ส่งสัญญาณขยายตัวไปไกลกว่า Bitcoin สู่ Solana” คำว่า “ไปไกลกว่า Bitcoin” (beyond Bitcoin) นี่แหละที่เป็นคำสำคัญ มันบอกว่า Bitcoin เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่องราว

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ XRP ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างชัดเจน Ikem22 ระบุว่า “SOL พุ่ง 13% แต่ XRP ถูกตัดออก” ซึ่งหมายความว่า Saylor ไม่ได้โอบรับ Altcoin ทุกตัว เขาเลือกเฉพาะเชนที่เขาเห็นว่ามีศักยภาพทางเทคนิคจริง ๆ และนั่นทำให้คำพูดของเขามีน้ำหนักมากขึ้น เพราะไม่ใช่การเลียนแบบนักการตลาดที่พูดว่า “ทุกเหรียญดีหมด”

เมื่อ Bitcoin ร่วงแตะ $63,000 กับจังหวะที่แปลกประหลาด

เมื่อ Bitcoin ร่วงแตะ $63,000 กับจังหวะที่แปลกประหลาด
ภาพจาก AI

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นคือจังหวะ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ Saylor เปิดตัววิสัยทัศน์ Multichain ราคา Bitcoin กำลังร่วงหนักลงมาแตะระดับ $63,000 Estanislao Fletcher โพสต์ว่า “Saylor เรียก Bitcoin ว่า ‘กำลังลดราคา’ ท่ามกลางการร่วงสู่ระดับต่ำสุดที่ $63,000” ขณะที่ KonaGecko อ้างว่า Saylor เปรียบเทียบการร่วงของ Bitcoin กับ “หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง” ของหุ้น Apple ก่อนที่จะดีดกลับอย่างรุนแรง

แต่คำถามที่ต้องถามคือ Saylor เปิดตัววิสัยทัศน์ Multichain ในจังหวะที่ Bitcoin กำลังร่วง เป็นเรื่องบังเอิญ? หรือเขากำลังเตรียมทางหนีทีไล่ เพราะรู้ว่า Bitcoin อย่างเดียวไม่พอจะรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในระยะยาว?

ถ้ามองในแง่ดี Saylor กำลังสร้างระบบนิเวศที่ Bitcoin เป็นหลักประกัน (collateral) และ Ethereum กับ Solana เป็นรางสำหรับปล่อยสินเชื่อ เหมือนทองคำในห้องนิรภัยกับธนบัตรที่ใช้จ่ายในท้องตลาด ทั้งสองอย่างมีที่ทาง แต่ถ้ามองในแง่ร้าย เขากำลังเจือจางจุดยืนที่ทำให้เขาเป็นตำนาน เพื่อแลกกับโอกาสทางธุรกิจ

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่ Saylor ทำไม่ใช่ “การทรยศ” ในความหมายเชิงลบล้วน ๆ แต่เป็นการ “โตขึ้น” ของคนที่เคยมองโลกเป็นขาวดำ แล้วเริ่มเห็นว่ามันมีสีเทาด้วย ผมเชื่อว่าเขาเห็นข้อมูลมาแล้วว่าสถาบันการเงินจะไม่มานั่งรอให้ Bitcoin พัฒนา smart contract ขึ้นมาเอง พวกเขาต้องการเชนที่ใช้งานได้วันนี้ และ Ethereum กับ Solana คือคำตอบ

แต่สิ่งที่ผมกังวลคือผลกระทบต่อชุมชน BTC Maxi โดยเฉพาะในไทย หลายคนซื้อ Bitcoin เพราะศรัทธาในคำพูดของ Saylor พวกเขาปฏิเสธ Ethereum ปฏิเสธ Solana ปฏิเสธทุกอย่างที่ไม่ใช่ Bitcoin ตอนนี้ผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขาเพิ่งบอกว่า “เฮ้ จริง ๆ แล้ว ETH กับ SOL ก็มีประโยชน์นะ” แล้วคนเหล่านั้นจะทำอย่างไร?

ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะตาย มันไม่ตายหรอก แต่เรื่องนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่ายุคของการเลือกข้างอย่างสุดขั้วกำลังจะจบลง อนาคตของคริปโตเป็น Multichain ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ และถ้าแม้แต่ Saylor ยังยอมรับความจริงข้อนี้ เราในฐานะนักลงทุนรายย่อยก็ไม่ควรดื้อดึงยึดติดกับเชนเดียวจนพลาดโอกาส

สำหรับใครที่ยังถือ Bitcoin อยู่ ผมมองว่าไม่ต้องตกใจ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์สำรองมูลค่าที่ดี แต่ถ้าคุณยังปิดหูปิดตาไม่ยอมมองเชนอื่นเลย คุณอาจกำลังพลาดคลื่นลูกใหญ่ลูกถัดไป คลื่นของสินเชื่อดิจิทัลที่จะเปลี่ยนวงการการเงินทั้งระบบ และคลื่นนั้นจะไม่ได้วิ่งบน Bitcoin