สรุปข่าว
- Vitalik Buterin ระบุว่า Ethereum จำเป็นต้องผ่านการอัปเกรดระดับ Execution Layer ครั้งใหญ่ 2 รายการ ได้แก่ การเปลี่ยน EVM เป็น RISC-V และการนำ Binary State Tree มาใช้
- Vitalik เรียกการอัปเกรดทั้งสองว่า “จำเป็นอย่างแน่นอน” (basically mandatory) สำหรับอนาคตของเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัว
- การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นแผนระยะยาว ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน นักลงทุนควรจับตาความคืบหน้าของ Ethereum Roadmap ในช่วงต่อไป
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การประกาศแผนอัปเกรดเชิงเทคนิคระยะยาวเช่นนี้แทบไม่ส่งผลต่อราคา ETH ในระยะสั้น แม้จะแสดงให้เห็นว่าทีมพัฒนายังมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายต่อเนื่อง แต่การเปลี่ยน EVM และโครงสร้าง State Tree เป็นงานที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ราคา ETH ณ ปัจจุบันอยู่ที่ $1,926.71 ลดลง 1.71% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้ออกมาประกาศเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ว่า Ethereum จำเป็นต้องผ่านการอัปเกรดระดับ Execution Layer ครั้งสำคัญถึง 2 รายการ ได้แก่ การเปลี่ยนระบบ EVM (Ethereum Virtual Machine) มาใช้สถาปัตยกรรม RISC-V และการนำ Binary State Tree มาแทนที่โครงสร้างข้อมูลปัจจุบัน ตามรายงานจาก CoinDesk Vitalik เรียกการอัปเกรดทั้งสองอย่างนี้ว่า “จำเป็นอย่างแน่นอน” (basically mandatory) สำหรับอนาคตของเครือข่าย โดยมองว่าหากไม่ดำเนินการ Ethereum จะมีข้อจำกัดสำคัญที่ขวางการเติบโตในระยะยาว
RISC-V แทน EVM คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
EVM หรือ Ethereum Virtual Machine คือ “เครื่องยนต์” ที่ใช้รัน Smart Contract บนเครือข่าย Ethereum มาตั้งแต่ต้น แต่ข้อจำกัดของ EVM ในเรื่องประสิทธิภาพการประมวลผลและความซับซ้อนทางเทคนิคทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเครือข่าย RISC-V เป็นสถาปัตยกรรมชุดคำสั่งแบบ Open-Source ที่ได้รับความนิยมในวงการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระดับโลก โดยมีข้อดีในเรื่องความเร็ว ความยืดหยุ่น และความสามารถในการตรวจสอบ (verifiability) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับ Blockchain ที่เน้นความโปร่งใส
การเปลี่ยนจาก EVM มาเป็น RISC-V จะทำให้ Smart Contract สามารถทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน Gas Fee ในระยะยาว และเปิดทางให้นักพัฒนาสามารถเขียนโค้ดด้วยภาษาโปรแกรมที่หลากหลายขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นงานระดับ “ศัลยกรรมใหญ่” ที่ต้องใช้เวลาวางแผนและทดสอบอย่างรอบคอบ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของ Ethereum ในวงกว้าง
Binary State Tree เปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานของ Ethereum
นอกจากการเปลี่ยน EVM แล้ว Vitalik ยังระบุว่า Ethereum ต้องเปลี่ยนจาก Merkle Patricia Trie ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มาเป็น Binary State Tree ซึ่งเป็นโครงสร้างข้อมูลที่ช่วยให้การพิสูจน์สถานะของเครือข่าย (State Proof) ทำได้เร็วและมีขนาดเล็กลงอย่างมาก เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายด้าน Statelessness ของ Ethereum ซึ่งจะช่วยให้โหนดทั่วไปสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลทั้งหมด ลดภาระฮาร์ดแวร์ลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งสองการอัปเกรดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน Ethereum Roadmap ระยะยาวที่ Vitalik มักพูดถึงในหลายโอกาส โดยมุ่งเน้นการทำให้ Ethereum เป็นเครือข่ายที่ทรงประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ง่ายขึ้นในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Vitalik Buterin ประกาศแผนใหม่ขยาย Ethereum ที่ Base Layer โดยตรง หลังพึ่ง Layer-2 มานาน และ Vitalik Buterin เปิดแผนงานอัปเกรด Ethereum รับมือภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Ethereum กำลังอยู่ในช่วงวางแผนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่หลายมิติพร้อมกัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ Vitalik ออกมาประกาศชัดเจนว่าการอัปเกรดทั้งสองอย่างนี้ “จำเป็นอย่างแน่นอน” เป็นสัญญาณที่ดีในแง่ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาระยะยาว แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือโปรเจกต์ที่ต้องใช้เวลาหลายปีและต้องผ่านกระบวนการ Governance ของชุมชน Ethereum อีกมาก สิ่งที่น่าจับตาในระยะสั้นมากกว่าคือความเคลื่อนไหวของราคา ETH ที่ตอนนี้ยืนอยู่ที่ $1,926.71 และยังไม่ฟื้นตัวจากแรงขายในช่วงก่อนหน้า ข่าวด้านเทคนิคดีๆ แบบนี้อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักพัฒนาและผู้ถือ ETH ระยะยาว แต่คงยังไม่ใช่ตัวดันราคาในระยะสั้น

