สรุปข่าว
- คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย 21st Century ROAD to Housing Act ซึ่งมีบทบัญญัติห้ามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออก CBDC สำหรับประชาชนทั่วไป
- บทบัญญัติดังกล่าวมีกำหนดหมดอายุในปี 2030 ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่าสภาคองเกรสต้องการชะลอการพัฒนา CBDC ในระดับปลีกย่อยอย่างน้อยในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า
- ต้องติดตามว่าร่างกฎหมายนี้จะผ่านสภาเต็มและลงนามเป็นกฎหมายได้หรือไม่ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมาธิการ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การแบน Fed ออก CBDC ปลีกย่อยเป็นสัญญาณบวกต่อคริปโต เพราะลดความเสี่ยงที่รัฐบาลจะสร้างสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองมาแข่งขันกับ Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นยังจำกัด เนื่องจากร่างกฎหมายยังอยู่ในระดับคณะกรรมาธิการ ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง
คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้เดินหน้าผลักดันร่างกฎหมาย 21st Century ROAD to Housing Act โดยมีบทบัญญัติสำคัญที่ห้ามธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) สำหรับประชาชนทั่วไปในระดับปลีกย่อย โดยบทบัญญัตินี้มีกำหนดหมดอายุในปี 2030 ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่มีนัยสำคัญต่ออนาคตของสกุลเงินดิจิทัลในสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องการจำกัดบทบาทของ Fed ในด้านนี้อย่างน้อยในช่วงครึ่งทศวรรษข้างหน้า
ทำไมการแบน CBDC ถึงสำคัญต่อวงการคริปโต
CBDC ระดับปลีกย่อย (Retail CBDC) หมายถึงสกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางออกให้ประชาชนทั่วไปใช้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจาก CBDC ระดับขายส่ง (Wholesale CBDC) ที่ใช้ระหว่างสถาบันการเงินเท่านั้น หากรัฐบาลสามารถออก CBDC ระดับปลีกย่อยได้ ก็อาจเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Stablecoin และแม้แต่ Bitcoin ในแง่ของการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ชุมชนคริปโตและนักวิจารณ์จำนวนมากมองว่า CBDC ของรัฐบาลอาจเป็นเครื่องมือสำหรับการเฝ้าติดตามธุรกรรมทางการเงินของประชาชนได้ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้น การที่วุฒิสภาสหรัฐฯ เดินหน้าชะลอการพัฒนา CBDC ปลีกย่อยของ Fed จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลในภาพรวม
ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน ก่อนกลายเป็นกฎหมายจริง
แม้ว่าการผ่านในระดับคณะกรรมาธิการจะเป็นก้าวสำคัญ แต่ร่างกฎหมายนี้ยังต้องผ่านการลงมติในวุฒิสภาเต็มคณะ จากนั้นต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร และลงนามโดยประธานาธิบดีจึงจะมีผลบังคับใช้ได้จริง นอกจากนี้ การที่บทบัญญัตินี้ถูกแนบรวมอยู่ในร่างกฎหมายด้านที่อยู่อาศัย อาจทำให้เกิดการถกเถียงในขั้นตอนต่อไปได้
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า นักการเมืองสหรัฐฯ เผชิญความไม่แน่นอนในการผ่านร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม และยังมีการหารือระหว่างทำเนียบขาวกับวุฒิสภาที่ยังไม่ลงตัวในประเด็น Stablecoin yield ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะมีท่าทีเป็นมิตรกับคริปโตมากขึ้น แต่เส้นทางสู่กฎหมายที่ชัดเจนยังคงมีอุปสรรคอีกหลายจุด
บริบทกฎหมายคริปโตสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนเร็ว
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Siam Blockchain รายงานว่า ประธาน CFTC แต่งตั้งทนายความด้านคริปโต David Miller ให้นำหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังปรับท่าทีต่อวงการคริปโตในเชิงบวกมากขึ้น ขณะที่ด้านธนาคาร CEO ของ JPMorgan เองก็ออกมาพูดถึงความต้องการให้ธนาคารแข่งขันกับบริษัทคริปโตได้บนกฎเกณฑ์ที่เท่าเทียมกัน
ในอีกแง่หนึ่ง การชะลอ CBDC ปลีกย่อยออกไปถึงปี 2030 ยังทำให้ Stablecoin ที่ออกโดยภาคเอกชน เช่น USDT และ USDC มีพื้นที่เติบโตโดยไม่ต้องเจอการแข่งขันจากรัฐบาลโดยตรงในระยะกลาง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อระบบนิเวศ DeFi และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินบนบล็อกเชนโดยรวม
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณบวกระยะยาวสำหรับคริปโตมากกว่าระยะสั้น เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐฯ กำลังยกเบรกเรื่อง CBDC ของรัฐบาลออกไปอีกอย่างน้อย 4-5 ปี ซึ่งเปิดโอกาสให้ Stablecoin ภาคเอกชนและ Bitcoin เติบโตโดยไม่มีคู่แข่งจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่านี่ยังเป็นแค่ระดับคณะกรรมาธิการ ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะกลายเป็นกฎหมายจริง สิ่งที่ควรจับตาต่อไปคือท่าทีของสภาผู้แทนราษฎรและว่าประธานาธิบดีจะลงนามหรือไม่ รวมถึงว่าบทบัญญัตินี้จะถูกถอดออกจากร่างกฎหมายด้านที่อยู่อาศัยก่อนโหวตเต็มคณะหรือเปล่า
