สรุปข่าว
- รัฐบาลทรัมป์เตรียมใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Actions) และผลักดัน Stablecoin ที่ผูกกับตระกูลทรัมป์ เพื่อรีเชพนโยบายการเงินสหรัฐฯ โดยไม่ต้องรอการโหวตใน Congress
- Paul Atkins ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) คนใหม่ ถูกมองว่าเป็นมรดกที่แท้จริงของทรัมป์ในวงการคริปโต หลัง CLARITY Act ติดหล่มใน Capitol Hill
- แม้คำสั่งฝ่ายบริหารจะมีผลเร็ว แต่มีความเสี่ยงถูกพลิกกลับในอนาคต เพราะไม่ใช่กฎหมายถาวร
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้เส้นทางฝ่ายบริหารเพื่อผลักดันนโยบายคริปโตโดยตรง แทนที่จะรอกฎหมายที่ยังค้างอยู่ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนสำหรับตลาด เพราะแสดงให้เห็นว่ากรอบกำกับดูแลคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าต่อไปอย่างแน่นอน แม้จะยังมีความไม่แน่นอนในระยะยาวก็ตาม
ในช่วงเช้าวันที่ 4 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk นักวิเคราะห์ชี้ว่ามรดกด้านคริปโตที่แท้จริงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถสรุปได้ในสองคำ นั่นคือ “Paul Atkins” หลังจาก CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตหลัก เผชิญกับทางตันใน Capitol Hill รัฐบาลทรัมป์กำลังหันมาใช้คำสั่งฝ่ายบริหารและผลักดัน Stablecoin ที่ผูกกับตระกูลทรัมป์เป็นเครื่องมือหลักในการปรับโฉมระบบการเงินสหรัฐฯ โดยไม่ต้องรอการโหวตจาก Congress แนวทางนี้ตั้ง Paul Atkins ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ คนปัจจุบัน ไว้ในตำแหน่งผู้ขับเคลื่อนนโยบายคริปโตในทางปฏิบัติ
Paul Atkins กับบทบาทที่มากกว่าแค่ประธาน ก.ล.ต.
ตั้งแต่ Gary Gensler ออกจากตำแหน่ง บรรยากาศใน ก.ล.ต. สหรัฐฯ เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Paul Atkins ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงคริปโตว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวทางกำกับดูแลที่เปิดกว้างมากขึ้น กำลังนำพาหน่วยงานในทิศทางที่เป็นมิตรกับอุตสาหกรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า SEC ยุคใหม่ยกฟ้องคดี Ripple และ Coinbase รวมถึงเปิดทางสู่ Crypto ETF ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำ ก.ล.ต. ส่งผลต่อนโยบายโดยตรงและรวดเร็ว บทบาทของ Atkins จึงไม่ใช่แค่การบริหารหน่วยงาน แต่คือการเป็นตัวแทนของวิสัยทัศน์รัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางคริปโตโลก
ในขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติยังติดขัด Atkins สามารถขับเคลื่อนนโยบายผ่านแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย การออกคำแนะนำ (guidance) และการปรับตีความกฎระเบียบที่มีอยู่ได้ทันที โดยไม่ต้องรอกระบวนการทางนิติบัญญัติที่ซับซ้อน
Stablecoin ตระกูลทรัมป์กับเส้นทางลัดสู่นโยบายการเงิน
อีกหนึ่งแกนหลักของยุทธศาสตร์นี้คือการผลักดัน Stablecoin ที่เชื่อมโยงกับตระกูลทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทดสอบและหล่อหลอมกรอบกำกับดูแลใหม่ในทางปฏิบัติ แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นการ “สร้างข้อเท็จจริงบนพื้นดิน” ก่อนที่กฎหมายจะตามมาทีหลัง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมาย Stablecoin ฉบับแรก (GENIUS Act) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้กระบวนการนิติบัญญัติจะช้า แต่ฝ่ายบริหารก็หาทางเดินหน้าต่อได้เสมอ นอกจากนี้ สัปดาห์นี้ยังมีความเคลื่อนไหวสำคัญหลายอย่างในวงการกำกับดูแล ทั้ง CFTC ที่ประกาศว่านโยบาย Perpetual Futures สำหรับคริปโตจะมาภายในไม่กี่สัปดาห์ และ วุฒิสภาที่กำลังพิจารณาห้าม Fed ออก Retail CBDC จนถึงปี 2030 ซึ่งล้วนสะท้อนภาพรวมของนโยบายคริปโตสหรัฐฯ ที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
ข้อจำกัดของเส้นทางฝ่ายบริหาร
แม้ยุทธศาสตร์นี้จะมีความชาญฉลาดในเชิงการเมือง แต่ก็มีความเปราะบางที่ชัดเจน คำสั่งฝ่ายบริหารและแนวปฏิบัติของ ก.ล.ต. สามารถถูกพลิกกลับได้โดยรัฐบาลชุดถัดไป ต่างจากกฎหมายที่ผ่านสภาซึ่งมีความคงทนกว่ามาก นักวิเคราะห์จึงตั้งคำถามว่า มรดกที่แท้จริงของทรัมป์ในวงการคริปโตจะยืนหยัดได้ยาวนานแค่ไหนหากรัฐบาลชุดต่อไปมีมุมมองต่างออกไป ในบริบทนี้ ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่ยังติดหล่มเรื่องผลตอบแทน Stablecoin จึงยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม เพราะถ้าผ่านสภาได้จริง ก็จะทำให้นโยบายทั้งหมดนี้มีรากฐานที่มั่นคงกว่าเดิม
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า เรื่องนี้น่าสนใจมากในแง่ยุทธศาสตร์การเมือง รัฐบาลทรัมป์เล่นเกมได้ฉลาด เมื่อทางนิติบัญญัติติดขัด ก็หันมาใช้เครื่องมือที่ตัวเองควบคุมได้โดยตรงแทน ทั้งคำสั่งฝ่ายบริหารและการแต่งตั้งคนของตัวเองในตำแหน่งสำคัญอย่าง Paul Atkins สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือว่า CLARITY Act จะผ่านสภาได้หรือเปล่าก่อนการเลือกตั้ง Midterms เพราะถ้าไม่ผ่าน ทุกอย่างที่สร้างมาอาจถูกพลิกกลับง่ายกว่าที่หลายคนคิด อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นถึงกลาง สัญญาณที่ออกมาเป็นบวกสำหรับตลาดคริปโตอย่างชัดเจนครับ

