bitkub-banner

สหรัฐฯ ส่งกองทัพเรือคุมช่องแคบฮอร์มุซ ภูมิรัฐศาสตร์เดือดอีกรอบ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สหรัฐฯ ประกาศให้กองทัพเรือคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด สัญญาณบ่งชี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง
  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20% ทำให้ความไม่มั่นคงในพื้นที่นี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อทั่วโลก
  • ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตอาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากบรรยากาศ risk-off ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากสถานการณ์ทวีความรุนแรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การส่งกองทัพเรือสหรัฐฯ คุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นสัญญาณเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชัดเจน ซึ่งมักนำมาซึ่งบรรยากาศ risk-off ในตลาดทั่วโลก เมื่อนักลงทุนหนีไปพักพิงในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตร สินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างคริปโตมักถูกเทขายเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังพุ่งสูงแล้วอยู่ก่อนหน้า

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Crypto Rover ทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศว่ากองทัพเรือจะเริ่มคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็วที่สุด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเพิ่มระดับปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก โดยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ การส่งกำลังทางเรือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ จุดเปราะบางที่สุดของอุปทานพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางน้ำแคบๆ ระหว่างอิหร่านและโอมาน ที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรอินเดีย โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ไปยังตลาดโลก หากช่องแคบนี้ถูกปิดกั้นหรือเกิดความวุ่นวาย ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดโลกเกรงกลัวมาโดยตลอด

สถานการณ์ครั้งนี้มีบริบทที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า กองทุนการเงินพัฒนาสหรัฐฯ (DFC) ขาดศักยภาพในการรับประกันภัยเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากที่ทรัมป์สั่งให้ขยายนโยบายประกันภัยเมื่อต้นเดือนมีนาคม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า รัสเซียกำลังส่งข้อมูลเป้าหมายทางทหารให้อิหร่าน เพื่อโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ทำให้ภาพรวมความตึงเครียดยิ่งน่าเป็นห่วง ขณะที่ กาตาร์ได้เตือนแล้วว่าราคาน้ำมันอาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ลุกลาม

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

การส่งกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโตผ่านกลไกหลักสองทาง ทางแรกคือบรรยากาศ risk-off เมื่อนักลงทุนสถาบันรับรู้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น มักจะลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่าง Bitcoin และ Altcoin แล้วหันไปถือเงินสดหรือทองคำแทน ทางที่สองคือผ่านราคาน้ำมัน เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนการขุด Bitcoin เพิ่มขึ้นตาม และเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากราคาพลังงานอาจบังคับให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ต้องติดตามควบคู่กัน ได้แก่ ข่าวดีจากฝั่งกำกับดูแลคริปโตที่ ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ส่งสัญญาณสนับสนุนกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และการที่ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพิ่งลงมติปฏิเสธมติสงครามกับอิหร่าน ด้วยคะแนนเสียง 212 ต่อ 219 ซึ่งช่วยลดโอกาสสงครามเต็มรูปแบบในระยะสั้น แต่การส่งกองทัพเรือยังคงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการส่งกองทัพเรือไม่ใช่แค่คำพูดแล้ว มันคือการลงมือปฏิบัติจริง และช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ตลาดทุกอย่างจะสั่นไหวพร้อมกัน รวมถึง Bitcoin ด้วย สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือท่าทีของอิหร่านว่าจะตอบสนองอย่างไร และว่าราคาน้ำมันจะพุ่งต่อหรือเริ่มทรงตัว เพราะถ้าน้ำมันทะลุ 90-100 ดอลลาร์จริงๆ เงินเฟ้อรอบสองอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กดดันทั้งหุ้นและคริปโตไปพร้อมกัน ยังไม่ต้องตัดสินใจอะไรเพิ่มเติม แต่ขอให้ระวังแนวรับสำคัญๆ ของ Bitcoin ไว้ให้ดี