bitkub-banner

BitMine กับ Strategy แบกขาดทุนลอยตัวรวมกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ยังไม่ยอมขาย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • BitMine Immersion Technologies มีผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (unrealized loss) อยู่ที่ราว $8,400 ล้าน ขณะที่ Strategy มีตัวเลขอยู่ที่ $7,500 ล้าน รวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
  • ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลกระทบของราคา crypto ที่ปรับตัวลงต่อพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ของบริษัทเอกชน แต่ยังเป็นเพียง “ขาดทุนบนกระดาษ” ยังไม่มีการขายทำกำไร/ขาดทุนจริง
  • ทั้งสองบริษัทยังไม่มีสัญญาณว่าจะขายสินทรัพย์ออก แต่นักลงทุนควรจับตาระดับราคาที่อาจกดดันให้เกิดการขายในอนาคต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ตัวเลขขาดทุนลอยตัวระดับหมื่นล้านดอลลาร์ส่งสัญญาณว่าราคา crypto ดิ่งลงมากพอจะกระทบงบการเงินของบริษัทขนาดใหญ่ แม้ยังไม่ใช่การขายออกจริง แต่ก็สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยาต่อตลาด และหากราคาร่วงต่อจนถึงจุดที่บริษัทต้องตัดสินใจขาย อาจเกิดแรงเทขายรุนแรงตามมาได้

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก Cointelegraph บน X เปิดเผยว่า BitMine Immersion Technologies และ Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ต่างแบกรับผลขาดทุนลอยตัว (unrealized loss) ก้อนใหญ่ไว้ในพอร์ต โดย BitMine อยู่ที่ราว $8,400 ล้าน และ Strategy อยู่ที่ราว $7,500 ล้าน รวมกันแล้วสูงถึงกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวลงของราคาสกุลเงินดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมานั้นกระทบพอร์ตของบริษัทที่สะสมสินทรัพย์ดิจิทัลไว้จำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนลอยตัวคือตัวเลข “บนกระดาษ” ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจนกว่าจะมีการขายสินทรัพย์ออก

กราฟแท่งแสดงกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของบริษัทและหน่วยงานต่างๆ โดย Bitmine I... และ Strategy มีผลขาดทุนลอยตัวมากที่สุด
กราฟแท่งแสดงกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของบริษัทและหน่วยงานต่างๆ โดย Bitmine I… และ Strategy มีผลขาดทุนลอยตัวมากที่สุด (ภาพจาก: @Cointelegraph)

ขาดทุนลอยตัวคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ผลขาดทุนลอยตัว (unrealized loss) หมายถึงมูลค่าสินทรัพย์ที่ลดลงจากราคาต้นทุนที่ซื้อมา แต่เจ้าของยังไม่ได้ขายออก ดังนั้น “ขาดทุน” นี้จะกลายเป็นจริงก็ต่อเมื่อมีการขายเท่านั้น ในกรณีของ Strategy ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกจากบรรดาบริษัทจดทะเบียน บริษัทได้แสดงจุดยืนมาโดยตลอดว่าไม่มีแผนจะขาย Bitcoin ออกในระยะสั้น ขณะที่ BitMine ที่เน้นสะสม Ethereum เป็นหลักก็ยังคงกลยุทธ์ถือยาวเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่าเป็นห่วงคือขนาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัท หากราคา crypto ร่วงลงต่อเนื่องจนถึงระดับที่กดดันให้บริษัทต้องขายเพื่อรักษาสภาพคล่อง หรือต้องขายเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ ก็อาจส่งผลให้เกิดแรงเทขายขนาดใหญ่กระทบตลาดในวงกว้างได้

BitMine แบกขาดทุนมากกว่า Strategy ทั้งที่เป็นบริษัทเล็กกว่า

ที่น่าสังเกตคือ BitMine ซึ่งเป็นบริษัทที่เล็กกว่า Strategy กลับมีตัวเลขขาดทุนลอยตัวสูงกว่าถึง $900 ล้าน นั่นหมายความว่าสัดส่วนขาดทุนเมื่อเทียบกับขนาดบริษัทของ BitMine นั้นหนักกว่ามาก บริษัทนี้เริ่มสะสม Ethereum จำนวนมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของ Tom Lee ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการเงิน และปัจจุบัน BitMine ถือครอง ETH เป็นสัดส่วนสูงมากของอุปทานทั้งหมดในตลาด

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า BitMine ซื้อ ETH เพิ่มอีก 4.5 หมื่นเหรียญ เมินตลาดซบเซา และ Tom Lee นำ BitMine กวาด ETH เข้าคลังแล้ว 3.5% ของโลก ขึ้นแท่น “เบอร์ 1” แซงทุกสถาบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทสะสม ETH อย่างต่อเนื่องแม้ตลาดจะผันผวน

บริบทตลาดที่กดดันพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัล

ตัวเลขขาดทุนลอยตัวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และสัญญาณความตึงเครียดในระบบการเงินสถาบันที่ Siam Blockchain ได้รายงานต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันโดยทั่วไปมีแนวโน้มระมัดระวังและลดความเสี่ยงในพอร์ต ซึ่งอาจกดดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง crypto ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมองว่าตราบใดที่ทั้ง BitMine และ Strategy ไม่ได้ถูกบังคับให้ขายออก (forced selling) ผลขาดทุนลอยตัวก็ยังเป็นแค่ตัวเลขในงบการเงิน ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือระดับราคา crypto ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องตัดสินใจขายออกจริง ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขขาดทุนลอยตัวระดับนี้ฟังดูน่ากลัว แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะมันยังไม่ใช่ “ขาดทุนจริง” จนกว่าจะมีการขาย สิ่งที่น่าจับตามองกว่าคือสภาพการเงินของบริษัทเหล่านี้ว่ามีหนี้สินหรือพันธะทางการเงินที่อาจบังคับให้ต้องขายออกหรือเปล่า ในกรณีของ Strategy นั้น Michael Saylor ได้แสดงจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอดว่าจะถือยาว แต่สำหรับ BitMine ที่สะสม ETH มาก ๆ และราคา ETH ปรับตัวลงหนัก ก็ต้องดูว่าทิมบริหารและ Tom Lee จะยังคงมั่นใจกลยุทธ์นี้ต่อไปได้แค่ไหน เพราะในที่สุดแล้ว ถ้าราคาร่วงหนักพอและบริษัทต้องการสภาพคล่อง ทุกอย่างก็อาจเปลี่ยนไปได้