สรุปบทความ
- Larry Fink ซีอีโอ BlackRock เรียก Ethereum ว่า ‘ถนนเก็บค่าผ่านทางสู่ Tokenization’ ทำให้ตลาดตื่นเต้นมอง ETH เป็นเหรียญสถาบัน
- แต่ประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสอนว่า ‘ถนนเก็บค่าผ่านทาง’ ทุกสายถูกแทนที่ ตั้งแต่ AOL จนถึง SWIFT ขณะที่ Vitalik เองต้องการรื้อโครงสร้าง Ethereum ใหม่
- กองทุน Private Credit ของ BlackRock มูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์จำกัดการถอนเงิน สะท้อนว่าแม้แต่ BlackRock เองก็ยังมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
แม้ข่าวสถาบันเข้ามาจะฟังดูดี แต่ประวัติศาสตร์ชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีถูกแทนที่ได้เสมอ ประกอบกับ Vitalik ต้องการเปลี่ยนโครงสร้าง Ethereum อย่างรุนแรง และ BlackRock เองก็มีปัญหากองทุน Private Credit ทำให้มุมมองต่อ ETH ในระยะยาวมีความเสี่ยงมากกว่าที่ตลาดรับรู้
Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแลกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่งประกาศวิสัยทัศน์สุดยิ่งใหญ่ว่า Ethereum คือ “ถนนเก็บค่าผ่านทางสู่การ Tokenize สินทรัพย์” นักลงทุนทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนชาวไทยต่างตื่นเต้นกับคำพูดนี้ มองว่า ETH คือ “เหรียญสถาบัน” ที่ปลอดภัย แต่มีคำถามหนึ่งที่แทบไม่มีใครถาม นั่นคือ ถ้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีสอนเราเรื่องเดียว เรื่องนั้นก็คือ “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” ทุกสายในโลกเทคโนโลยีล้วนถูกแทนที่มาแล้วทั้งสิ้น
“Ethereum คือถนนเก็บค่าผ่านทาง” คำพูดที่ทำให้ตลาดเดือด
คำพูดนี้ถูกเปิดเผยโดย Etherealize ซึ่งอ้างถึงคำพูดของ Joseph Chalom อดีตหัวหน้าฝ่ายคริปโตของ BlackRock ที่ระบุว่า “ในงาน Davos อดีตเจ้านายของผม Larry Fink มีสไลด์ที่ยอดเยี่ยมเมื่อพูดถึงอนาคตของการเงิน สไลด์นั้นเขียนว่า ‘Ethereum คือถนนเก็บค่าผ่านทางสู่การ Tokenize สินทรัพย์'”

ปฏิกิริยาจากตลาดเป็นไปในเชิงบวกอย่างท่วมท้น howselgwiltx โพสต์ว่า “ลองจินตนาการอนาคตที่บล็อกเชนเดียวรวมสินทรัพย์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน วิสัยทัศน์ของ Larry Fink ชี้ว่า Ethereum กำลังเป็นผู้นำในเรื่องนี้” ขณะที่ Quinton Swedberg ระบุว่า “Larry Fink ทำนายว่าการ Tokenize สินทรัพย์จะปฏิวัติการเงินด้วยการลดคนกลางและทำให้กระบวนการราบรื่นขึ้น”
ฟังดูเหมือนเรื่องดี แต่ให้ลองถอยออกมาสักก้าวแล้วคิดให้ลึกขึ้น ทำไม “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” ถึงอาจเป็นอุปมาอุปไมยที่น่ากลัวที่สุดที่จะใช้กับ Ethereum
บทเรียนจาก AOL, Nokia และ SWIFT ถนนเก็บค่าผ่านทางทุกสายถูกแทนที่

ในโลกเทคโนโลยี คำว่า “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” ฟังดูเหมือนธุรกิจผูกขาดที่สร้างรายได้มหาศาลตลอดไป แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ใช่
AOL เคยเป็น “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” สู่อินเทอร์เน็ตในยุค 90 ผู้คนนับล้านจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านแพลตฟอร์มของ AOL จนกระทั่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้โดยตรง AOL กลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ของอินเทอร์เน็ต Nokia เคยเป็น “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” สู่โลกมือถือด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 40% จนกระทั่ง iPhone เปลี่ยนนิยามของสมาร์ทโฟนไปตลอดกาล SWIFT เป็น “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” ของการโอนเงินระหว่างประเทศมานานกว่า 50 ปี แต่ตอนนี้กำลังถูกท้าทายโดยสเตเบิลคอยน์และเครือข่ายบล็อกเชนที่โอนเงินข้ามพรมแดนได้ในไม่กี่วินาที
รูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำทุกครั้ง ผู้เล่นรายใหม่สร้างเส้นทางที่ถูกกว่า เร็วกว่า และไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง แล้วคำถามก็คือ อะไรจะมาเป็น “ทางลัด” ข้าม Ethereum
สัญญาณเตือนที่ตลาดเลือกมองข้าม
ในขณะที่ Larry Fink กำลังเชิดชู Ethereum ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการเงินยุคใหม่ มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ตลาดเลือกที่จะไม่พูดถึง
ประการแรก Vitalik Buterin ผู้สร้าง Ethereum เองต้องการเปลี่ยนโครงสร้างของ Ethereum อย่างรุนแรง เขาเสนอให้ Ethereum เปลี่ยน Execution Layer ไปใช้ RISC-V แทน EVM และมีวิสัยทัศน์ให้โปรโตคอลมีความเรียบง่ายในระดับเดียวกับ BitTorrent ลองคิดดู ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังวางเดิมพันเงินหลายล้านล้านดอลลาร์บนบล็อกเชนที่ผู้สร้างเองต้องการ “ปฏิวัติ” โครงสร้างพื้นฐานจากข้างใน นี่ไม่ใช่การอัปเกรดธรรมดา แต่เป็นการรื้อฐานรากใหม่ทั้งหมด
ประการที่สอง Ethereum Foundation เองก็ขายเหรียญ ETH ออกมาอย่างต่อเนื่อง ถ้าทีมพัฒนาที่อยู่ใกล้ชิดโปรเจกต์มากที่สุดยังไม่มั่นใจจะถือ ETH ไว้ระยะยาว นักลงทุนรายย่อยควรถามตัวเองว่า ตัวเองเห็นอะไรที่ Ethereum Foundation ไม่เห็น

ประการที่สาม ตอนนี้มีคู่แข่งมากมายที่กำลังไล่ชิงตำแหน่ง “โครงสร้างพื้นฐานของ Tokenization” Solana กำลังดึงดูดโปรเจกต์สถาบันด้วยความเร็วที่สูงกว่าและค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า ขณะที่ Layer 2 บน Ethereum เองก็กำลังดูดรายได้ออกจาก Layer 1 อย่างน่ากังวล ยิ่ง Layer 2 ทำงานได้ดีเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมที่ไหลเข้า Ethereum Layer 1 ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น “ถนนเก็บค่าผ่านทาง” กำลังถูกบายพาสจากคนของตัวเอง
BlackRock ไม่ได้แต่งงานกับ Ethereum แต่แต่งงานกับ Tokenization
ข้อเท็จจริงสำคัญที่คนมักมองข้ามคือ BlackRock ไม่ได้ผูกมัดตัวเองกับ Ethereum ตลอดไป สิ่งที่ Larry Fink ต้องการจริง ๆ คือการ Tokenize สินทรัพย์ Ethereum เป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ได้ในตอนนี้ หากวันหนึ่งมีบล็อกเชนที่ดีกว่า เร็วกว่า ถูกกว่า BlackRock จะย้ายไปโดยไม่หันกลับมามอง
MarketCycle ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณที่น่าเป็นห่วงว่า “กองทุน Private Credit ของ BlackRock ส่งสัญญาณความกลัวเรื่องการลุกลาม ส่งผลกระทบต่อราคาคริปโต BTC, ETH, SOL ร่วงลงไป 4-5%” ในขณะเดียวกัน Crypto With Verma ตั้งข้อสังเกตอย่างแหลมคมว่า “BlackRock จำกัดการถอนเงิน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมโลกถึงต้องการระบบกระจายอำนาจที่คุณเป็นเจ้าของเงินของตัวเอง”
มองอีกมุมหนึ่ง บริษัทที่จำกัดการถอนเงินจากกองทุนของตัวเอง กำลังบอกเราว่า Ethereum คืออนาคตของการเงินแบบเปิด มีอะไรที่ดูขัดแย้งกันตรงนี้ไหม
และอย่าลืมว่า Crayon ตั้งข้อสังเกตว่า “แผนของ BlackRock สำหรับ Ripple/XRP ไม่เคยเกี่ยวกับ ETF เป้าหมายสุดท้ายคือการ Tokenize ทุกสิ่ง” นี่หมายความว่า BlackRock กำลังกระจายเดิมพันไปหลายบล็อกเชน ไม่ได้ยืนอยู่บน Ethereum เพียงอย่างเดียว

นักลงทุนไทยกำลังซื้อ “AOL ของบล็อกเชน” อยู่หรือเปล่า
นักลงทุนคริปโตชาวไทยจำนวนมากกำลังสะสม ETH ด้วยเหตุผลว่า “สถาบันใหญ่เข้ามาแล้ว ราคาต้องขึ้นแน่นอน” แต่ตรรกะนี้มีจุดบอดขนาดใหญ่ เพราะสถาบันไม่ได้ซื้อ ETH เพราะรักเทคโนโลยี พวกเขาซื้อเพราะมันเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีเครื่องมือที่ดีกว่า พวกเขาจะเปลี่ยน
ลองนึกถึงคนที่ซื้อหุ้น AOL ในปี 1999 เพราะ “สถาบันใหญ่ทุกรายลงทุนใน AOL” หรือคนที่ซื้อหุ้น Nokia ในปี 2007 เพราะ “Nokia ครองตลาดมือถือ” การที่สถาบันเข้ามาไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นจะคงอยู่ตลอดไป มันหมายความเพียงว่า ณ จุดนั้นมันคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้าย
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ Angel News Log ตั้งข้อสังเกตว่า “BlackRock, J.P. Morgan, Fidelity เมื่อสถาบันมาพร้อมกัน คริปโตไม่ใช่ ‘ตลาดยุคแรก’ อีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ระยะถัดไปหรือเปล่า” ถ้าคริปโตไม่ใช่ “ยุคแรก” อีกต่อไป นั่นหมายความว่ากำไรมหาศาลจากการเข้าก่อนคนอื่นอาจหมดไปแล้ว คนที่ซื้อ ETH ตอนนี้ด้วยความหวังว่าจะได้กำไร 10 เท่า อาจกำลังเข้าช้าเกินไป
เมื่อ BlackRock เองก็มีปัญหา ใครจะมาค้ำ Ethereum

เรื่องที่ตลกร้ายที่สุดในสัปดาห์นี้คือ ในขณะที่ Larry Fink กำลังพูดเรื่องอนาคตของ Tokenization กองทุน Private Credit ของ BlackRock เองกลับต้องจำกัดการถอนเงินของนักลงทุน หลังมีคำขอถอนเงินมากเกินไป กองทุนมูลค่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ต้องตั้งเพดานการถอนไว้ที่ 5% ทำให้นักลงทุนที่ขอถอน 1.2 พันล้านดอลลาร์ได้รับเงินคืนเพียงครึ่งเดียว
gork อธิบายสถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “BlackRock เพิ่งบอกนักลงทุนว่าคุณเอาเงินคืนทั้งหมดไม่ได้ เพราะคนอยากถอนเยอะเกินไปและสินเชื่อพวกนี้ขายยาก” ขณะที่ SON OF A FEMINIST แสดงความไม่พอใจว่า “นายธนาคารเห็นลายมือบนกำแพงแล้วกำลังยืนหยัดสู้ BlackRock บล็อกการขายวันนี้”
นี่คือความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุด บริษัทที่กำลังโฆษณาว่า Tokenization จะทำให้การเงินราบรื่นและลดคนกลาง กลับเป็นบริษัทเดียวกันที่ทำตัวเป็น “คนกลาง” ที่ไม่ยอมคืนเงินให้นักลงทุน ถ้า BlackRock เชื่อใน Tokenization จริง ทำไมกองทุนของตัวเองยังไม่ใช้ระบบบล็อกเชนเพื่อให้การถอนเงินเป็นไปอย่างราบรื่น คำตอบคือ เพราะเทคโนโลยียังไม่พร้อม และ Ethereum ก็ยังไม่พร้อมที่จะรองรับระบบการเงินโลกจริง ๆ
ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้บอกว่า Ethereum จะล่มสลาย และผมก็ไม่ได้บอกว่า Larry Fink ผิดเรื่อง Tokenization ผมเชื่อว่า Tokenization คืออนาคตของการเงินจริง ๆ แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือ ทำไมทุกคนถึงมั่นใจนักว่า Ethereum จะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
ลองคิดแบบนี้ ในปี 2000 ถ้ามีคนถามว่า “อินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกไหม” คำตอบคือ “ใช่ อย่างแน่นอน” แต่ถ้าถามว่า “AOL จะเป็นผู้ชนะไหม” คำตอบกลายเป็น “ไม่” การเชื่อใน Tokenization ไม่เท่ากับการเชื่อใน Ethereum และการที่สถาบันใช้ Ethereum วันนี้ ไม่ได้แปลว่าสถาบันจะใช้ Ethereum ในอีก 10 ปี
ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ Vitalik เองต้องการเปลี่ยน Ethereum แบบถอนรากถอนโคน ผู้สร้างเว็บของตัวเองยังมองว่าโครงสร้างปัจจุบันต้อง “รื้อ” แต่นักลงทุนกลับมองว่า “โครงสร้างนี้สมบูรณ์แบบแล้ว” ใครถูกกว่ากัน
สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังสะสม ETH ด้วยเหตุผลว่า “สถาบันเข้ามาแล้ว” ผมอยากให้คิดทบทวนอีกครั้ง สถาบันไม่ได้ซื่อสัตย์กับเทคโนโลยีไหน สถาบันซื่อสัตย์กับผลตอบแทน ถ้าวันหนึ่งมีบล็อกเชนที่ดีกว่ามาแทนที่ BlackRock จะเป็นคนแรกที่ย้ายออก ไม่ใช่คนสุดท้ายที่ยืนยัน
ETH อาจจะขึ้นต่อในระยะสั้นจากกระแสข่าวสถาบัน แต่ถ้าจะถือยาว ผมคิดว่าต้องถามตัวเองคำถามเดียว “ถ้า Larry Fink เปลี่ยนใจพรุ่งนี้ ผมยังอยากถือ ETH อยู่ไหม” ถ้าคำตอบคือ “ไม่” แปลว่าคุณไม่ได้ลงทุนใน Ethereum คุณลงทุนในคำพูดของ Larry Fink และคำพูดนั้นเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ

