bitkub-banner

Saudi Aramco เบี่ยงเส้นทางส่งน้ำมันหนีทะเลแดง วิกฤตตะวันออกกลางยังเดือด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Saudi Aramco เริ่มเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านทะเลแดงแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรง
  • การเบี่ยงเส้นทางดังกล่าวสะท้อนว่าเส้นทางเดิมผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือท่าเรือหลักยังมีความเสี่ยง บ่งชี้ว่าวิกฤตยังไม่คลี่คลาย
  • นักลงทุนต้องจับตาราคาน้ำมันดิบและการตอบสนองของตลาดคริปโตในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นได้ทุกเมื่อ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การที่ Aramco ต้องเบี่ยงเส้นทางน้ำมันยิ่งตอกย้ำว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังรุนแรง กดดันให้ตลาดโลกอยู่ในโหมด risk-off ซึ่งมักฉุดให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและคริปโตปรับตัวลง นักลงทุนที่ถือ Bitcoin หรือ altcoin ควรระวังแรงขายในระยะสั้น

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 8 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก เจ้ามือ Insider Saudi Aramco ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียได้เริ่มเบี่ยงการส่งออกน้ำมันบางส่วนมาใช้เส้นทางผ่านทะเลแดงแล้ว การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนระอุ โดยเป็นสัญญาณว่าเส้นทางขนส่งหลักเดิมยังมีความเสี่ยงสูงจนต้องหาทางเลือกสำรอง นับเป็นการยกระดับมาตรการรับมือของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ทำไม Aramco ถึงต้องเบี่ยงเส้นทางน้ำมัน

Saudi Aramco ปกติขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่าน แต่ในช่วงที่ผ่านมา วิกฤตในตะวันออกกลางได้เพิ่มความเสี่ยงบนเส้นทางนี้อย่างมาก ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ท่าเรือ UAE ที่ฟูไจราห์ถูกระเบิดถล่ม ซึ่งเป็นเส้นทางสำรองสำคัญ ทำให้ความสามารถในการขนส่งน้ำมันของภูมิภาคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

การหันมาใช้เส้นทางทะเลแดงแทนนั้น แม้จะช่วยหลีกเลี่ยงบางจุดอันตรายได้ แต่ทะเลแดงเองก็ไม่ได้ปลอดภัยนัก กองกำลังฮูตีในเยเมนยังคงคุกคามเรือสินค้าในพื้นที่นี้มาต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการประกันภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูง และในที่สุดก็จะถูกส่งต่อมายังราคาน้ำมันในตลาดโลก สอดคล้องกับที่ Siam Blockchain รายงานก่อนหน้าว่า Saudi Aramco เตรียมเบี่ยงส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงหลัง Hormuz ถูกปิดกั้น

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ข่าวนี้มาในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสะสมมาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ตั้งแต่การลอบสังหารรัฐมนตรีกลาโหมอิหร่าน การพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป ไปจนถึงการยกเลิกเที่ยวบินกว่า 40% ในภูมิภาค ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนกดดันให้นักลงทุนทั่วโลกลดความเสี่ยงในพอร์ตลง ซึ่งมักส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตโดนขายตาม

แม้ว่า ประธานาธิบดีอิหร่านเคยส่งสัญญาณลดความตึงเครียด แต่ข่าว Aramco เบี่ยงเส้นทางน้ำมันครั้งนี้บ่งชี้ว่าสถานการณ์จริงในพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นจากการหยุดชะงักของอุปทาน อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม Bitcoin ยังคงได้รับการสะสมจากสถาบันอย่าง BlackRock ที่ซื้อสัปดาห์ละกว่า $660 ล้าน ซึ่งอาจช่วยประคองราคาในระดับหนึ่ง

สัญญาณที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ตลาดน้ำมันจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในสัปดาห์นี้ หากราคา Brent Crude พุ่งแรงต่อเนื่องจากปัญหาอุปทาน จะเป็นสัญญาณว่าตลาดโลกกำลังเข้าสู่โหมด risk-off เต็มตัว ซึ่งมักตามมาด้วยแรงเทขายในตลาดคริปโตตามมาด้วย ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า น้ำมัน Brent พุ่ง 3.3% จากสงครามตะวันออกกลาง ฉุดตลาดคริปโตให้ดิ่งตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด รวมถึงความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่ประกาศแผน ยึดน้ำมันอิหร่าน ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่มันคือสัญญาณว่าวิกฤตตะวันออกกลางรอบนี้ยังไม่จบง่ายๆ การที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Aramco ต้องเปลี่ยนเส้นทางส่งออกจริงๆ นั้นหนักกว่าแค่คำเตือนมาก ตลาดคริปโตในช่วงนี้น่าจะยังผันผวนสูง โดยเฉพาะถ้าราคาน้ำมันดีดขึ้นต่อ สิ่งที่ต้องดูคือว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะรับข่าวนี้อย่างไรในคืนนี้ เพราะมักเป็นตัวนำให้คริปโตเคลื่อนตาม ถ้าหุ้นร่วง คริปโตมักโดนหางเลขไปด้วย

เครดิตภาพจาก @WhaleInsider