สรุปข่าว
- Saudi Aramco กำลังสำรวจแผนส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงเพื่อเลี่ยงช่องแคบ Hormuz ที่ถูกปิดกั้นอยู่ในปัจจุบัน
- การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าวิกฤตการขนส่งพลังงานโลกรุนแรงมากพอจนยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันต้องปรับเส้นทางส่งออกฉุกเฉิน
- นักลงทุนควรจับตาว่าเส้นทางสำรองผ่านทะเลแดงจะปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ท่าเรือ Fujairah ของ UAE ก็ถูกโจมตีไปแล้ว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ข่าวที่ Saudi Aramco ต้องเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันฉุกเฉินยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงด้านพลังงานโลก กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโต และหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย ความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่ยืดเยื้อมักกดดันตลาดคริปโตให้อ่อนแอต่อเนื่อง
ในช่วงค่ำวันที่ 3 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Crypto Rover Saudi Aramco กำลังสำรวจแผนส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงเพื่อเลี่ยงช่องแคบ Hormuz ที่ถูกปิดกั้นอยู่ในขณะนี้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ เนื่องจาก Hormuz คือเส้นทางหลักที่น้ำมันกว่า 20% ของโลกต้องผ่านทุกวัน การที่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกต้องเร่งหาเส้นทางสำรองแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
ทำไมทะเลแดงถึงเป็นตัวเลือกสำรอง และมันปลอดภัยแค่ไหน
เส้นทางทะเลแดงเชื่อมต่อกับคลอง Suez และมุ่งหน้าสู่ยุโรปและตลาดโลก ซึ่ง Saudi Aramco สามารถใช้ท่อส่งน้ำมัน Petroline หรือที่รู้จักในชื่อ East-West Pipeline ที่ทอดยาวข้ามคาบสมุทรอาหรับจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียมายังท่าเรือ Yanbu ในทะเลแดงได้ ความจุของท่อนี้อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญแต่ก็ยังน้อยกว่าปริมาณที่ปกติส่งผ่าน Hormuz
อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าท่าเรือ Fujairah ของ UAE ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำรองสำคัญก็ถูกโจมตีไปแล้ว อ่านข่าวเดิม บ่งชี้ว่าทุกเส้นทางพลังงานในภูมิภาคนี้กำลังตกเป็นเป้าหมาย และการใช้ทะเลแดงก็อาจเผชิญความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
การที่ Saudi Aramco ต้องวางแผนเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันฉุกเฉินส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดคริปโต เมื่อความไม่แน่นอนด้านพลังงานเพิ่มขึ้น นักลงทุนมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือครองสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาล ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานแล้วว่า น้ำมัน Brent พุ่งขึ้น 3.3% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และ ตลาดหุ้นโซลดิ่ง 7% ซึ่งล้วนชี้ให้เห็นถึงภาวะ risk-off ที่กำลังปกคลุมตลาดโลก
ในทางกลับกัน มีนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าหากวิกฤตพลังงานยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Bitcoin อาจได้รับแรงสนับสนุนในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัยทางเลือก อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นความตื่นตระหนกและ sentiment เชิงลบมักมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อตลาดโลกโดยรวมยังอยู่ในโหมดขายออก
วิกฤตพลังงานโลกยกระดับขึ้นอีกขั้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานหลายด้านพร้อมกัน ทั้งราคาก๊าซธรรมชาติยุโรปที่พุ่งขึ้น 50% หลัง Qatar หยุดผลิต LNG และ โรงกลั่นน้ำมันยักษ์ของ Saudi Aramco ที่ Ras Tanura ถูกโดรนถล่มไปก่อนหน้านี้ การที่บริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกต้องเร่งหาเส้นทางสำรองอย่างเร่งด่วนตอกย้ำว่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกกำลังถูกทดสอบอย่างหนักเป็นประวัติการณ์
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าเป็นห่วงมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะการที่ Saudi Aramco ต้องวางแผนเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันแสดงว่าฝ่ายบริหารของ Aramco ประเมินแล้วว่าช่องแคบ Hormuz อาจถูกปิดกั้นนานพอที่จะต้องมีแผนสำรองอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่สถานการณ์ชั่วคราว สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือว่าทะเลแดงจะปลอดภัยจริงไหม เพราะถ้าเส้นทางสำรองสุดท้ายก็ถูกคุกคาม ตลาดพลังงานและตลาดคริปโตอาจเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ที่หนักกว่าเดิมมาก
