สรุปข่าว
- ตามรายงานจาก Cointelegraph และ Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่ากว่า 90% ของนักลงทุน Bitcoin ETF เป็น “นักสะสมระยะยาว” ที่ใช้กลยุทธ์ “buy the dip” อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่แรงขายระยะสั้นมาจาก hedge funds ซึ่งคิดเป็นเพียง 10% ของฐานนักลงทุน
- Mitchnick ชี้ว่า “แม้ราคา Bitcoin จะลดลง แต่ IBIT ติดอันดับ ETF ที่เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนระดับหัวแถวของโลกในปี 2025” ที่สามารถดึงเงินไหลเข้าได้กว่า $26,000 ล้าน อันดับ 4 ของ ETF
- BlackRock ยังเดินหน้าขยายธุรกิจคริปโตอย่างต่อเนื่องโดยพวกเขาเพิ่งเปิดตัว ETHB (staked Ethereum ETF) เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ขณะที่ ETHA กลายเป็น ETF ติดอันดับ top 3 เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ในแง่ของเงินลงทุนที่แตะ $10,000 ล้านดอลลาร์ (ตามหลังแค่ IBIT และ FBTC)
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
ท่ามกลางตลาดหมีที่ทำให้หลายคนกังวลว่า “นักลงทุนสถาบันกำลังทอดทิ้ง Bitcoin หรือเปล่า?” คำตอบจาก BlackRock ผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเขา “ไม่ได้ทอดทิ้ง” Robert Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock เผยว่า กว่า 90% ของนักลงทุน Bitcoin ETF เป็นนักสะสมระยะยาว ที่ไม่ขายแม้ราคาจะร่วง
90% สะสม vs 10%
แล้วแรงขายมาจากไหนกันนั้น Mitchnick ตอบชัดเจนว่า”มีแรงขายจำนวนมากจากที่อื่นใน Bitcoin ecosystem เช่นบนเว็บเทรด, บนแพลตฟอร์มที่มีการเปิดใช้ leverage” ส่วนกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่เทรดระยะสั้นคิดเป็นสัดส่วนแค่ 10% ของฐานนักลงทุน ETF ทั้งหมด

BlackRock ทั้งไม่หนีทั้งไม่กลัวหมี
BlackRock เพิ่งเปิดตัว ETHB (iShares Staked Ethereum Trust) เมื่อ 12 มี.ค. ที่ผ่านมากองทุนที่จะทำให้ stake ETH และแจก rewards ราว 3.1%/ปี ให้ผู้ถือ IBIT ดึงเงินเข้ามาลงทุนได้ $115 ล้านในวันเดียวก่อนการเปิดตัว ETHB ขณะที่ ETHA (Ethereum ETF ตัวแรก) กลายเป็น ETF ติด top 3 ในแง่การดันยอดสินทรัพย์ในการดูแลแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์
BlackRock ระบุว่า เคยเห็นการทรุดตัวของกองทุนมากกว่า 25% มาแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน ตั้งแต่เปิดตัว IBIT และ “หลังทุกครั้งที่เกิดการทรุดตัวมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจนทำ new highs นั่นเอง”
นี่ถือเป็นอีกโมเมนตัมเชิงบวกที่สร้างความเชื่อมั่นให้รายย่อยเพราะมันเป็นการพิสูจน์ว่าผู้เล่นหลักของตลาดยังคงอยู่และยังหาซื้อเหรียญเข้ามาเพิ่ม สิ่งที่ทำให้ BTC ร่วงไม่ใช่นักลงทุน ETF เทขาย แต่เป็นแรงขายจากเว็บเทรด crypto และการเปิดเทรด leverage ต่าง ๆ ซึ่งก็ถือเป็น position ที่เบาบางและอ่อนแอในตลาด เมื่อกลุ่มพวกนี้เทขายหมดแล้ว ฐานราคาที่แท้จริงจะปรากฎให้นักลงทุนได้เห็น
ที่มา: X, Crypto Briefing, FinTech Weekly, BlackRock

