สรุปข่าว
- Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเปิดไว้ว่าเกาะ Kharg ของอิหร่านอาจกลายเป็น “สินทรัพย์ของสหรัฐฯ” ในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่
- เกาะ Kharg เป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญที่สุดของอิหร่าน คิดเป็นกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมด และก่อนหน้านี้ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเป้าหมายบนเกาะแห่งนี้แล้ว 90 ครั้ง
- Bitcoin ร่วงกว่า 3.86% และ Ethereum ดิ่ง 3.96% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อภาวะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
สัญญาณการขยายความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด รวมถึงคริปโต ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งขึ้นหากเกาะ Kharg ถูกปิดกั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อและทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งเป็นปัจจัยลบซ้อนปัจจัยลบสำหรับตลาดคริปโต
ตามรายงานจาก Watcher.Guru Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาพูดถึงเกาะ Kharg ซึ่งเป็นฐานส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน โดยระบุว่า “รอดูกัน” เมื่อถูกถามว่าเกาะดังกล่าวจะกลายเป็นสินทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือไม่ ถ้อยคำดังกล่าวออกมาในบริบทของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ในเดือนมีนาคม 2569 และยิ่งจุดกระแสความกังวลในตลาดโลกที่กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่อ ทั้งนี้ เกาะ Kharg รับผิดชอบการส่งออกน้ำมันของอิหร่านกว่า 90% ทำให้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและการคลังทางการทหารของเตหะราน
เกาะ Kharg สำคัญแค่ไหน และสหรัฐฯ ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง
เกาะ Kharg ตั้งอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นจุดที่น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตทั่วอิหร่านถูกรวมมาและส่งออกสู่ตลาดโลก ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โดยหน่วยบัญชาการกลาง (CENTCOM) ได้ทำการโจมตีเป้าหมายบนเกาะแห่งนี้แล้ว 90 ครั้ง แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะยืนยันว่าแหล่งผลิตน้ำมันยังไม่ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 Bessent ได้ประกาศว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบ Hormuz “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทางการทหาร” และยังระบุด้วยว่าสหรัฐฯ อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านยังคงผ่านช่องแคบได้เพื่อรักษาระดับอุปทานพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำล่าสุดเกี่ยวกับ Kharg Island ส่งสัญญาณถึงการพิจารณาแนวทางที่รุนแรงขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์อย่าง Michael Rubin และวุฒิสมาชิก Lindsey Graham เคยเสนอแนะให้ยึดเกาะดังกล่าวเพื่อตัดรายได้ของอิหร่านมาก่อนแล้ว
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ข่าวนี้ออกมาในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเผชิญแรงขายหนักอยู่แล้ว Bitcoin ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ $69,593 ลดลงกว่า 3.86% ในรอบ 24 ชั่วโมง ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงกว่า 3.96% มาอยู่ที่ $2,154 ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ เพราะนักลงทุนมักหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในยามที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกันหลายชิ้น ทั้ง วิกฤตช่องแคบ Hormuz ที่พันธมิตร 12 ชาติปฏิเสธส่งเรือรบ ทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ รวมถึง คำขู่ของอิหร่านว่าจะโตตอบต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และ คำขอของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ขอวงเงินกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สำหรับการปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน สัญญาณที่สะสมกันมาจากหลายทิศทางนี้ทำให้ตลาดรับรู้ว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทในระยะสั้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ถ้อยคำของ Bessent ที่ว่า “รอดูกัน” นั้นอาจดูเหมือนแค่คำพูดกำกวม แต่ในบริบทที่สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับอิหร่านอยู่จริงและเพิ่งส่งโจมตีเกาะ Kharg ไปแล้ว 90 ครั้ง มันหนักกว่าคำพูดธรรมดามากนัก เพราะถ้าสหรัฐฯ เดินหน้ายึดหรือปิดกั้นเกาะนี้จริง อิหร่านจะสูญรายได้ส่วนใหญ่ทันที และโอกาสที่สถานการณ์จะบานปลายจะสูงขึ้นมากๆ สำหรับตลาดคริปโต ผู้เขียนจับตาว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อจากนี้ เพราะถ้าราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง Fed ก็จะยิ่งไม่มีเหตุผลลดดอกเบี้ย และนั่นคือปัจจัยที่กดตลาดคริปโตได้แรงมากในตอนนี้
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru
