สรุปข่าว
- Larry Fink ประธานและซีอีโอ BlackRock เผยในจดหมายถึงนักลงทุนประจำปี 2026 ว่าบริษัทกำลังลงทุนอย่างจริงจังในสินทรัพย์ดิจิทัลและกองทุนในรูปแบบโทเคน โดยมี AUM ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์
- กองทุน BUIDL ของ BlackRock บนเครือข่าย Ethereum ได้กลายเป็นกองทุนในรูปแบบโทเคนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์ พร้อมบริหารทุนสำรอง Stablecoin อีก 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์
- Fink มองว่า Tokenization จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการชำระเงิน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงสินทรัพย์หลากหลายประเภทผ่าน Digital Wallet เพียงใบเดียว
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
จดหมายของ Fink ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวของ BlackRock ในการนำโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนมาใช้ในตลาดการเงินกระแสหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่มีประกาศใหม่ที่เป็นรูปธรรมที่จะส่งผลต่อราคาคริปโตในทันที
Larry Fink ประธานและซีอีโอของ BlackRock บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เผยแพร่จดหมายถึงนักลงทุนประจำปี 2026 โดยระบุอย่างชัดเจนว่า Tokenization คือหัวใจของทิศทางใหม่ของตลาดการเงินโลก ตามรายงานจาก CoinDesk Fink เปรียบเทียบว่ากองทุนในรูปแบบโทเคนจะพลิกโฉม Wall Street ได้ในแบบเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตเคยเปลี่ยนโลกการสื่อสาร ปัจจุบัน BlackRock มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ครอบคลุมทั้งกองทุนโทเคน ทุนสำรอง Stablecoin และผลิตภัณฑ์ ETF ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล
BUIDL กองทุนโทเคนใหญ่สุดโลก ที่เกิดจากวิสัยทัศน์ของ BlackRock
BlackRock เปิดตัวกองทุน BlackRock USD Institutional Digital Liquidity Fund หรือ BUIDL บนเครือข่าย Ethereum เมื่อเดือนมีนาคม 2024 โดยกองทุนนี้ถูกหนุนหลังด้วยเงินสด ตั๋วเงินคลังสหรัฐฯ และสัญญา Repurchase Agreement เพื่อให้ผลตอบแทนรายวันแก่ผู้ถือโทเคนผ่านบล็อกเชน ภายในปลายปี 2025 BUIDL เติบโตจนมีสินทรัพย์ทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นกองทุนในรูปแบบโทเคนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมี Securitize เป็นแพลตฟอร์มโทเคนไนเซชันและตัวแทนการโอน ซึ่ง BlackRock ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน Securitize ด้วย
นอกจาก BUIDL แล้ว BlackRock ยังบริหารทุนสำรอง Stablecoin มูลค่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และผลิตภัณฑ์ ETP ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอีกเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึง iShares Bitcoin Trust ซึ่งเป็น Bitcoin ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและดึงดูดเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า BlackRock ไม่ได้แค่พูดถึง Tokenization แต่ได้ลงมือสร้างโครงสร้างพื้นฐานจริงอย่างจริงจัง
วิสัยทัศน์อนาคต Digital Wallet เดียวถือได้ทุกสินทรัพย์
ในจดหมายฉบับนี้ Fink อธิบายว่า Tokenization ซึ่งเป็นกระบวนการบันทึกความเป็นเจ้าของบนสมุดบัญชีดิจิทัล จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการชำระเงินของตลาดการเงิน พร้อมกับเปิดประตูให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงสินทรัพย์ที่เคยเข้าถึงได้เฉพาะสถาบัน เขาวาดภาพอนาคตที่ Digital Wallet ใบเดียวที่ถูกกำกับดูแลอย่างเหมาะสมสามารถรวบรวมสินทรัพย์หลากหลายประเภทไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น ETF สกุลเงินดิจิทัล พันธบัตรในรูปแบบโทเคน หรือแม้แต่การถือครองสินทรัพย์ที่แบ่งส่วนออกมาในสัดส่วนที่เล็กลง
Fink และ Rob Goldstein ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ BlackRock ยังได้เผยแพร่บทความร่วมกันในนิตยสาร The Economist โดยระบุว่าสมุดบัญชีดิจิทัลสามารถเปลี่ยนโฉมโครงสร้างพื้นฐานของตลาดการเงินโลกได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ Fink ที่นิยามว่า Tokenization คือ “ตลาดการเงินรุ่นถัดไป”
BlackRock กับคริปโต เส้นทางที่ชัดเจนขึ้นทุกปี
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Larry Fink เรียก Ethereum ว่า ‘ถนนเก็บค่าผ่านทาง’ ซึ่งแสดงถึงมุมมองที่ซับซ้อนของเขาต่อโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน และก่อนหน้านั้น Siam Blockchain ยังได้รายงาน ซีอีโอ BlackRock ยกย่อง Bitcoin เป็นทางเลือกการลงทุนที่ปลอดภัยเหมือนกับ “ทองคำ” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า BlackRock มองสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว
น่าสังเกตว่าในจดหมายประจำปีฉบับก่อนหน้า Fink ยังแสดงความกังวลว่าหาก Bitcoin ถูกมองว่าปลอดภัยกว่าดอลลาร์ อาจส่งผลเสียต่อความได้เปรียบทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนว่า Fink ไม่ได้สนับสนุนคริปโตแบบไร้เงื่อนไข แต่มองภาพใหญ่ของระบบการเงินโลกในระยะยาว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าจดหมายของ Fink ปีนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ระเบิดโลกอย่างที่หลายคนอาจคาดหวัง แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือมันยิ่งตอกย้ำว่า BlackRock กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ แต่มั่นคง ตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ คือ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลแล้ว ถ้าสถาบันการเงินใหญ่ๆ อื่นๆ เดินตามรอย BlackRock ภาพของ Tokenization จะเปลี่ยนจาก “ไอเดียสวยหรู” เป็นโครงสร้างพื้นฐานจริงของตลาดการเงินโลก สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่ากองทุนอื่นๆ จะเข้ามาแข่งขันในตลาดโทเคนไนเซชันมากขึ้นแค่ไหน และกฎหมายในแต่ละประเทศจะตามทันหรือเปล่า
เครดิตภาพจาก @Maugie_Games
