bitkub-banner

BlackRock ชี้ลูกค้าสถาบันยังโฟกัสแค่ Bitcoin กับ Ethereum ยังไม่เห็นโอกาส ETF ตัวที่สาม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robbie Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ระบุว่า AI คือตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดคริปโตในช่วงถัดไป ไม่ใช่กระแสการเกิดขึ้นของโทเคนใหม่
  • ลูกค้าสถาบันของ BlackRock มุ่งเน้น Bitcoin และ Ethereum เป็นหลัก และสนใจโทเคนอื่น ๆ เพียงไม่กี่รายการ โดยยังไม่เห็นผู้นำที่ชัดเจนสำหรับ ETF คริปโตตัวที่สาม
  • มุมมองจาก BlackRock สะท้อนว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มมองหาจุดเชื่อมต่อระหว่าง AI และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ซึ่งน่าจับตาว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ตามมาหรือไม่

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การที่ BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลกออกมาระบุถึง AI ในฐานะตัวขับเคลื่อนคริปโตถัดไปนั้นเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านความเชื่อมั่นของสถาบัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเพียงมุมมองและความคิดเห็น ไม่ใช่การลงทุนหรือการออกผลิตภัณฑ์จริง ผลต่อราคาในระยะสั้นจึงมีจำกัด

ตามรายงานจาก CoinDesk Robbie Mitchnick หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ออกมาระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือพลังขับเคลื่อนหลักที่จะนำตลาดคริปโตเข้าสู่รอบกระทิงถัดไป แทนที่จะเป็นกระแสการเกิดขึ้นของโทเคนใหม่จำนวนมากเหมือนในอดีต โดยเขาชี้ว่าลูกค้าสถาบันของ BlackRock ให้ความสำคัญกับ Bitcoin และ Ethereum เป็นหลัก และสนใจโทเคนอื่น ๆ เพียงไม่กี่รายการ ไม่ได้มองหาการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ BlackRock มีผลิตภัณฑ์คริปโตสำหรับนักลงทุนสถาบันอยู่แล้ว ได้แก่ iShares Bitcoin Trust (IBIT) และ iShares Staked Ethereum Trust (ETHB) บน Nasdaq

AI กับบล็อกเชน โอกาสที่ BlackRock มองเห็น

มุมมองของ Mitchnick สอดคล้องกับที่ Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock เคยระบุในจดหมายประจำปีที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ว่า AI เป็น “ขุมพลังอันยิ่งใหญ่” ที่กำลังเร่งผลผลิตทางเศรษฐกิจ และการทำโทเคน (tokenization) มีศักยภาพที่จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทันสมัยขึ้น โดย Fink เปรียบการทำโทเคนว่าจะทำให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เหมือนกับการโอนเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ BlackRock Investment Institute ยังระบุในรายงาน Global Outlook ปี 2026 ว่าการพัฒนา AI กำลังผลักดันการใช้พลังงานจนถึงขีดจำกัดทางกายภาพ โดยประเมินว่าศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจใช้ไฟฟ้าสูงถึง 24% ของสหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมการขุด Bitcoin ในระยะยาวด้วย

สถาบันเลือกสรร ไม่ใช่กระจายลงทุนในทุกเหรียญ

ข้อสังเกตที่สำคัญจาก Mitchnick คือลูกค้าสถาบันของ BlackRock ไม่ได้มองหาการลงทุนในคริปโตอย่างกว้างขวาง แต่เลือกสรรอย่างระมัดระวัง โดยเน้น Bitcoin และ Ethereum และยังไม่เห็นผู้นำที่ชัดเจนสำหรับ ETF คริปโตตัวที่สาม ซึ่งต่างจากที่หลายฝ่ายคาดว่าจะมีกระแสการไหลเข้าของสถาบันในวงกว้างไปยัง altcoin ต่าง ๆ

มุมมองนี้น่าสนใจเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว $69,412 และ Ethereum อยู่ที่ราว $2,120 ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่าสองสินทรัพย์หลักนี้ยังคงเป็นจุดสนใจหลักของสถาบันอย่างที่ BlackRock ระบุ

เอเจนต์ AI บนบล็อกเชน สิ่งที่อาจเปลี่ยนเกมในอนาคต

ก่อนหน้านี้ Joseph Chalom อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock เคยระบุว่า AI เป็น “ปัจจัยหนุนทางมหภาค” สำหรับระบบนิเวศของ Ethereum โดยเฉพาะ และคาดว่าเอเจนต์ AI เฉพาะงานจะทำงานร่วมกันในระบบนิเวศคริปโตมากขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่เห็นในวงการ เช่น การที่ TRON DAO ประกาศกองทุน AI มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อระหว่าง AI กับบล็อกเชนเมื่อไม่นานมานี้

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า CEO BlackRock ลั่น “RWA” จะเปลี่ยนโลกการเงินเหมือนที่อินเทอร์เน็ตเคยทำในปี 1996 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า BlackRock มองภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินผ่านบล็อกเชนและ AI ในระยะยาวอย่างชัดเจน และ Siam Blockchain ยังรายงานเรื่อง Larry Fink ที่เคยเรียก Ethereum ว่า ‘ถนนเก็บค่าผ่านทาง’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า BlackRock มองศักยภาพของ Ethereum ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินมากกว่าสินทรัพย์เก็งกำไร


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การที่ BlackRock พูดเรื่อง AI กับคริปโตในตอนนี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนว่าสถาบันยักษ์ใหญ่เริ่มมองเกมระยะยาวที่ลึกกว่าแค่ราคา Bitcoin ขึ้นหรือลง ประเด็นที่น่าจับตาคือ Ethereum จะได้ประโยชน์จากกระแส AI มากแค่ไหน เพราะถ้าเอเจนต์ AI จะทำงานบนบล็อกเชน Ethereum ก็น่าจะอยู่ในฐานะที่ดี แต่ข้อที่ต้องระวังคือ BlackRock พูดถึงเรื่องนี้ในฐานะ “วิสัยทัศน์” ยังไม่ใช่การลงทุนจริง ดังนั้นอย่าเพิ่งตื่นเต้นมากเกินไป ให้รอดูว่าจะมีผลิตภัณฑ์หรือกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมตามมาหรือเปล่า

เครดิตภาพจาก @cryptoinfoswiss