bitkub-banner

Ethereum ถูกล็อก Staking ทะลุ 33 %-ดันอุปทานตลาดร่วงต่ำสุดรอบหลายปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ปริมาณเหรียญ Ethereum ที่หมุนเวียนในตลาดกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตของการนำเหรียญไปล็อกในระบบ Staking และการถอนเหรียญออกจากกระดานเทรดอย่างมหาศาล
  • ข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีเหรียญถูกล็อกอยู่ในระบบ Staking มากกว่า 38 ล้านเหรียญซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 33.1 เปอร์เซ็นต์ของอุปทานทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในเครือข่าย
  • ปริมาณเหรียญสำรองในกระดานเทรดร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าภาวะอุปทานตึงตัวนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่งในรอบถัดไป

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

การลดลงของอุปทานที่หมุนเวียนในตลาดอย่างรวดเร็วเมื่อประกอบกับความต้องการซื้อที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดแรงเทขายในระยะสั้นและเป็นปัจจัยบวกที่จะผลักดันให้ราคาของ Ethereum สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างมั่นคงเมื่อมีกระแสเงินทุนรอบใหม่ไหลเข้ามา

สภาพคล่องของเหรียญ Ethereum (ETH) บนเครือข่ายกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่บริเวณ 2,176 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 71,200 บาท การไหลออกของเหรียญจากกระดานเทรด การมีส่วนร่วมในระบบ Staking ที่เพิ่มสูงขึ้น และปริมาณเหรียญสำรองที่ลดลง ล้วนบ่งชี้ถึงสภาวะที่เหรียญสำหรับซื้อขายพร้อมส่งมอบกำลังลดน้อยลง นักวิเคราะห์ชี้ว่าการหดตัวของอุปทานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเฟสใหม่ ซึ่งมีโอกาสช่วยสร้างฐานราคาที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้กับ ETH ในวัฏจักรตลาดรอบถัดไป

ปัจจุบันส่วนแบ่งการ Staking ของ Ethereum ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหรียญถูกล็อกไว้ในระบบมากกว่า 38.1 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33.1 เปอร์เซ็นต์ของอุปทานทั้งหมด ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Everstake ระบุว่านี่คือระดับสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องไปสู่การถือครองสินทรัพย์ระยะยาวแทนที่จะนำมาเทรดในตลาด โดยพวกเขามองว่าการลดลงของสภาพคล่องอย่างสม่ำเสมอเมื่อจับคู่กับความต้องการที่ยังดำเนินอยู่ จะสร้างเงื่อนไขสำหรับสภาพแวดล้อมด้านราคาที่แข็งแกร่งขึ้นในเชิงโครงสร้าง ทางด้านนักวิเคราะห์คริปโตอย่าง Gaah ก็เสริมว่าปริมาณ ETH ที่ถูกล็อกในระดับนี้สร้างให้เกิดการหดตัวของสภาพคล่องอย่างเห็นได้ชัด

กิจกรรมของผู้ตรวจสอบเครือข่ายยิ่งตอกย้ำแนวโน้มนี้ ข้อมูลพบว่ามีคิวรอเข้าสู่ระบบ Staking สูงถึง 2,876,752 ETH ซึ่งต้องใช้เวลารอเกือบ 50 วัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ยั่งยืน ในทางตรงกันข้าม คิวรอออกมีเพียง 40,504 ETH ด้วยเวลารอต่ำกว่า 17 ชั่วโมงเท่านั้น อัตราการเข้าออกที่ถูกจำกัดไว้ทำให้ปริมาณเหรียญไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้บ่งชี้ว่าแม้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเปลี่ยนไป แต่การปลดล็อกเหรียญก็ยังคงต้องใช้เวลาพอสมควร เงื่อนไขดังกล่าวช่วยชะลอความเร็วในการไหลกลับของ ETH สู่กระดานเทรด ทำให้มีปริมาณเหรียญส่วนใหญ่หยุดนิ่งและไม่ถูกนำมาเทรด

ในส่วนของยอดคงเหลือบนกระดานเทรดก็พบการไหลออกอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์ Amr Taha เน้นย้ำถึงการถอน ETH มูลค่ากว่า 1.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐออกจากแพลตฟอร์ม OKX ในวันที่ 22 มีนาคม ในขณะที่ Binance ก็มีการไหลออกจำนวนมหาศาลสองครั้งซึ่งมีมูลค่าเกิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ การไหลออกสุทธิที่ติดลบอย่างมากนี้เป็นสัญญาณว่า ETH กำลังถูกย้ายออกจากกระดานเทรดมากกว่าที่จะถูกเตรียมไว้เพื่อขาย ข้อมูลจาก CryptoQuant ยืนยันว่าอุปทาน ETH บนกระดานเทรดลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2016 โดยเฉพาะบน Binance ที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดของเดือนธันวาคม 2020 ที่ประมาณ 3.3 ล้าน ETH ซึ่งการที่เหรียญพร้อมเทรดมีน้อยลง จะทำให้ราคาตอบสนองต่อแรงซื้อได้ไวขึ้น และอาจช่วยให้ ETH ทะลุกรอบราคาปัจจุบันที่ 2,000 ถึง 2,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65,500 ถึง 72,000 บาท) ไปได้อย่างรุนแรง

สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย การลดลงของอุปทาน ETH ในตลาดโลกย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและราคาบนกระดานเทรดในประเทศอย่าง Bitkub อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากตลาดโลกเกิดภาวะขาดแคลนเหรียญ ราคาบนกระดานเทรดไทยก็มีโอกาสปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามแรงซื้อ นอกจากนี้ นักลงทุนไทยที่นิยมนำ ETH ไปล็อกในระบบ Staking เพื่อรับผลตอบแทน ยังคงต้องจับตาความชัดเจนจากกรมสรรพากรและสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลตอบแทนจากการ Staking ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีคริปโตประจำปี ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แกว่งตัวอยู่บริเวณ 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องนำมาคำนวณร่วมด้วยเพื่อประเมินจุดคุ้มทุนในการซื้อขายและลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว

ที่มา: cointelegraph


ประเด็นเรื่องการหดตัวของอุปทาน (Supply Shock) ของ Ethereum เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่มองข้ามไม่ได้เลยครับ การที่เหรียญถึง 1 ใน 3 ของทั้งระบบถูกล็อกตายไว้เพื่อรับผลตอบแทน แถมยังมีการดึงเหรียญออกจากกระดานเทรดไปเก็บในกระเป๋าส่วนตัวอีกจำนวนมหาศาล มันบ่งบอกว่าเหรียญที่พร้อมจะถูกเทขายจริงๆ ในตลาดเหลือน้อยเต็มที ถ้าหากในอนาคตมีกระแสเงินทุนก้อนใหม่ไหลเข้ามาจากฝั่งสถาบัน หรือเกิดการใช้งานบนเครือข่ายที่ต้องดึง ETH ไปใช้เป็นจำนวนมาก เราอาจจะได้เห็นการพุ่งขึ้นของราคาแบบก้าวกระโดด เพราะจำนวนคนที่อยากซื้อมีมหาศาลแต่ของที่พร้อมขายในกระดานมีไม่พอนั่นเองครับ