bitkub-banner

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก! เปิดตลาดสูญมูลค่ากว่า 17.5 ล้านล้านบาท ($500B) เซ่นพิษเงินเฟ้อ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • มูลค่าหายวับ: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่ารวมกว่า 17.5 ล้านล้านบาท ($500B) ทันทีที่เปิดตลาด
  • เทคฯ โดนเทขาย: หุ้นแม่เหล็กอย่าง Nvidia และ Meta ปรับตัวลง ฉุดดัชนี S&P 500 ร่วงทะลุ 10% ในเดือนมีนาคม
  • ปัจจัยมหภาคกดดัน: ราคาน้ำมันที่ทะลุ 2,800 บาท/บาร์เรล และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดผิดหวังกับการชะลอลดดอกเบี้ยของ Fed

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ดัชนี S&P 500) เกิดการเทขายอย่างหนัก มักจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยง (Risk Assets) ประเภทอื่นๆ รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี เกิดความผันผวนตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนสถาบันอาจจำเป็นต้องเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อนำเงินสดไปรักษาสภาพคล่อง (Margin Call) ในตลาดหุ้นดั้งเดิม

บัญชีรายงานข่าวคริปโตชื่อดัง Crypto Rover บนแพลตฟอร์ม X ได้เผยแพร่ภาพ Heatmap ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เต็มไปด้วยสีแดง พร้อมรายงานสถานการณ์ตลาดหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนักทันทีที่เปิดทำการในวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยประเมินว่ามีมูลค่าตลาด (Market Cap) หายวับไปกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17.5 ล้านล้านบาท

หุ้นกลุ่มเทคฯ กอดคอร่วง นำโดย Nvidia และ Meta

ภาพ Heatmap ที่ถูกนำมาเผยแพร่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวลดลงในวงกว้างของดัชนี S&P 500 โดยเฉลี่ยร่วงลง 1-3% แรงเทขายกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech Giants) ซึ่งเป็นแกนหลักของตลาด นำโดยหุ้น Nvidia (NVDA) ที่ปรับลดลง 1.99% และ Meta ที่ร่วงลงถึง 2.7% สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนตั้งแต่เริ่มเปิดตลาด

วิกฤตซ้อนวิกฤต: น้ำมันพุ่ง-ดอกเบี้ยเฟดชะงัก

การร่วงลงอย่างรุนแรงในครั้งนี้ เป็นผลพวงมาจากความผันผวนที่ก่อตัวมาตลอดเดือนมีนาคม ดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวลดลงมาแล้วกว่า 10% นับตั้งแต่ต้นเดือน (Month-to-date) โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,800 บาท) ต่อบาร์เรล ซึ่งไปกระตุ้นความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ (Inflation fears) และส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป

อกาสของคริปโต? ท่ามกลางความเปราะบางของวอลล์สตรีท

การที่ผู้มีอิทธิพลในวงการคริปโตอย่าง @cryptorover นำเสนอข่าวการร่วงลงของตลาดหุ้นแบบรายวัน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำเสนอภาพ “ความเปราะบางของระบบการเงินดั้งเดิม” (Traditional market fragility) เพื่อผลักดันให้เห็นว่า Bitcoin คือสินทรัพย์ทางเลือกสำหรับการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีการเงิน การลดลงของมูลค่าตลาดในลักษณะนี้ยังถือเป็นเพียง “การขาดทุนทางบัญชี” (Unrealized paper losses) ที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อตลาดพลิกกลับ

แหล่งอ้างอิง: @AshCrypto


ผู้เขียนมองว่าตัวเลขการสูญเสียมูลค่า 17.5 ล้านล้านบาทภายในชั่วข้ามคืน ดูเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด (Marketing Tool) เพื่อเชียร์ฝั่งคริปโต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดทุนและตลาดคริปโตมีความเชื่อมโยงกันสูงมากในแง่ของสภาพคล่องมหภาค (Macro Liquidity) หากเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอยจากพิษเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง คริปโตเองก็ยากที่จะรอดพ้นจากแรงกระแทกนี้ นักลงทุนจึงควรระมัดระวังการใช้อารมณ์ (Panic Sell) และประเมินปัจจัยพื้นฐานอย่างมีสติ