สรุปข่าว
- Token Terminal วิเคราะห์ประวัติราคา Ethereum ตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2026 พบว่าแต่ละรอบวัฏจักรราคาถูกขับเคลื่อนด้วยกรณีการใช้งานหลักที่แตกต่างกัน ได้แก่ ICO (2017), DeFi และ NFT (2021) และปัจจุบันคือ Stablecoin และ Real World Assets (RWAs)
- ข้อมูลล่าสุดจาก Token Terminal ระบุว่า Ethereum รองรับ Stablecoin มูลค่ากว่า $188,000 ล้าน และครองส่วนแบ่ง 61.4% ของสินทรัพย์ tokenized ทั้งหมด มูลค่ารวม $206,200 ล้าน โดยตัวเลขนี้เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบปีต่อปี
- นักวิเคราะห์ในวงการมองว่าสามยุคที่ผ่านมาเป็นเพียงการทดสอบตลาด ก่อนที่ Ethereum จะก้าวสู่บทบาทที่ใหญ่กว่า นั่นคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ Token Terminal ยืนยันว่า Ethereum อยู่ในยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Stablecoin และ RWA ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินมากที่สุดในปัจจุบัน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความต้องการ ETH ในระยะยาว การเติบโตของ tokenized assets กว่า 40% ต่อปีสะท้อนว่ากรณีการใช้งานยุคนี้แข็งแกร่งกว่ายุค ICO และ NFT ที่ผ่านมา
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างอิงการวิเคราะห์จาก Token Terminal ประวัติราคา Ethereum ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2015 จนถึงปัจจุบันในเดือนเม.ย. 2026 สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุคความต้องการที่ชัดเจน โดยแต่ละยุคมีกรณีการใช้งานหลักที่แตกต่างกันเป็นตัวขับเคลื่อนราคา ได้แก่ ยุค ICO ในปี 2017 ยุค DeFi และ NFT ในปี 2021 และยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วย Stablecoin และการ tokenize สินทรัพย์ในโลกจริง (Real World Assets หรือ RWAs) กราฟที่ Token Terminal เผยแพร่แสดงให้เห็นว่าในยุค ICO ราคา ETH พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดราว $1,200-$1,300 ในต้นปี 2018 ส่วนยุค DeFi และ NFT ดันราคาขึ้นไปสูงสุดราว $4,500 ในเดือนพ.ค. 2021 ขณะที่ราคา ETH ในปัจจุบันอยู่ที่ $2,152.86 เพิ่มขึ้น 5.52% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จาก ICO สู่ RWA สามยุคที่หล่อหลอม Ethereum
ในยุคแรกช่วงปี 2017 Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการระดมทุนผ่าน ICO (Initial Coin Offering) ซึ่งเป็นรูปแบบที่โปรเจกต์ต่าง ๆ ออก token ใหม่บนบล็อกเชนของ Ethereum เพื่อระดมทุน กระแสดังกล่าวสร้างความต้องการ ETH อย่างล้นหลาม เพราะนักลงทุนต้องถือ ETH เพื่อเข้าร่วม ICO ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะดิ่งลงหลังฟองสบู่ ICO แตกในปี 2018
ยุคที่สองช่วงปี 2020-2022 ถูกขับเคลื่อนด้วย DeFi และ NFT ซึ่งสร้างคลื่นความต้องการ ETH รอบใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ราคาทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดราว $4,500-$4,800 ในช่วงกลางปี 2021 ก่อนที่ทั้งสองตลาดจะเย็นตัวลงพร้อมกับภาวะตลาดขาลงในปี 2022 ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญคาดกระแส Memecoin อาจมีจุดจบที่น่าเศร้าเหมือน ICO และ NFT สะท้อนให้เห็นว่าความร้อนแรงแบบ speculative มักมีวัฏจักรที่คล้ายกัน
ยุคปัจจุบัน Stablecoin และ RWA คือตัวขับเคลื่อนใหม่
ต่างจากสองยุคก่อนที่เน้นการเก็งกำไร ยุคปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความต้องการใช้งานจริงจากสถาบันการเงิน ข้อมูลจาก Token Terminal ณ เดือนม.ค. 2026 ระบุว่า Ethereum รองรับ Stablecoin มูลค่ากว่า $188,000 ล้าน และครองตำแหน่งเครือข่ายหลักสำหรับ Stablecoin อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังรองรับ 98.7% ของ tokenized commodities ทั้งหมด รายงานของ Token Terminal เมื่อเดือนมี.ค. 2026 ยังระบุว่า tokenized assets รวมทุกประเภทแตะระดับมูลค่าสูงกว่า $330,000 ล้าน โดย Stablecoin คิดเป็นกว่า $300,000 ล้าน และ Ethereum ครองส่วนแบ่ง 61.4% ของตลาดนี้ทั้งหมด มูลค่ารวม $206,200 ล้าน ตัวเลขดังกล่าวเติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
มุมมองจากนักวิเคราะห์อย่าง BinaryBenj ชี้ให้เห็นว่าสามยุคที่ผ่านมาล้วนเป็นการที่ตลาดทดสอบความสามารถของ Ethereum ในรูปแบบต่าง ๆ และบทบาทที่แท้จริงของ Ethereum อาจเป็นการเป็น “กระดูกสันหลัง” ของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก ซึ่งการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ย้ายสินทรัพย์จริงมาอยู่บน Ethereum นั้นเป็นสัญญาณที่แตกต่างจากการเก็งกำไรในยุค ICO และ NFT อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขสนับสนุนความแข็งแกร่งของยุค RWA
Token Terminal รายงานเพิ่มเติมว่าในไตรมาสที่ 3 ปี 2025 ปริมาณ Stablecoin บน Ethereum เติบโตถึง 24.2% จาก $126,870 ล้าน ณ ต้นเดือนก.ค. ขึ้นไปแตะ $157,630 ล้าน ณ สิ้นเดือนก.ย. ขณะที่ ETF Ethereum สปอตมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเพิ่มขึ้น 173% ในช่วงเดียวกัน จาก $10,130 ล้าน เป็น $27,630 ล้าน พร้อมเงินไหลเข้าสุทธิกว่า $10,040 ล้าน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ ETH ในยุคปัจจุบันมาจากทั้งนักลงทุนรายย่อยผ่าน ETF และสถาบันการเงินที่ใช้บล็อกเชน Ethereum เป็นโครงสร้างพื้นฐานจริง ไม่ใช่เพียงการเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องBlackRock เตรียมดัน Staking เข้า ETF Ethereum ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการวิเคราะห์ของ Token Terminal นี้น่าสนใจมากเพราะมันช่วยให้เราเข้าใจว่า Ethereum ไม่ได้ขึ้นหรือลงโดยบังเอิญ แต่แต่ละรอบมีเหตุผลเชิงพื้นฐานรองรับเสมอ สิ่งที่ทำให้ยุคปัจจุบันน่าจับตามากกว่ายุค ICO หรือ NFT คือกลุ่มผู้ใช้งานหลักเปลี่ยนจากนักเก็งกำไรรายย่อยเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ต้องการ settlement layer ที่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือว่า Ethereum จะรักษาส่วนแบ่งตลาด tokenized assets ที่ 61% นี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะคู่แข่งอย่าง Solana และเครือข่ายอื่น ๆ ก็กำลังไล่ตามอย่างหนักในพื้นที่ Stablecoin เช่นกัน
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI
