bitkub-banner

ผลตอบแทน DeFi ลดลงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากแบบดั้งเดิม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • อัตราผลตอบแทนจากการฝาก Stablecoin บนแพลตฟอร์ม DeFi ในปัจจุบันปรับตัวลดลงจนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินแบบ TradFi อย่างมีนัยสำคัญ
  • นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการถูกแฮ็กระบบอย่างต่อเนื่องในขณะที่ได้รับผลตอบแทนลดลงเนื่องจากการสิ้นสุดลงของยุคการแจก Token เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน
  • ร่างกฎหมายในสหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาห้ามการจ่ายผลตอบแทนแบบคงที่สำหรับผู้ถือครอง Stablecoin ซึ่งอาจดึงดูดให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ระบบการเงินดั้งเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

เมื่อผลตอบแทนจากแพลตฟอร์ม DeFi ไม่สามารถเอาชนะอัตราดอกเบี้ยในโลก TradFi ได้ประกอบกับระดับความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก จะส่งผลให้เกิดภาวะ Capital Outflow จากระบบนิเวศคริปโต ซึ่งแรงเทขายและการหดตัวของสภาพคล่องนี้เป็นปัจจัยกดดันราคาเหรียญในกลุ่มนี้อย่างชัดเจน

นักลงทุนคริปโตที่เคยพึ่งพาแพลตฟอร์ม DeFi เพื่อสร้าง Passive Income กำลังเผชิญกับความเป็นจริงชุดใหม่ เมื่อตัวเลข Yield ในปัจจุบันไม่ได้สวยหรูและคุ้มค่าความเสี่ยงเหมือนในอดีต

ย้อนกลับไปช่วงปี 2021 ถึง 2022 แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Aave เคยให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% แต่เมื่อมาถึงปี 2026 ผลตอบแทนจากการฝากเหรียญ USDC บน Aave กลับเหลือเพียง 2.61% ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินสด 3.14% จากแพลตฟอร์มการเงินดั้งเดิมอย่าง Interactive Brokers อย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้ทำลายสมมติฐานหลักของวงการที่ว่านักลงทุนควรได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อแลกกับความเสี่ยงที่มากขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ผลตอบแทนหดหายไปคือการสิ้นสุดลงของกลยุทธ์แจก Token เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน ยกตัวอย่างเช่นแพลตฟอร์ม Ethena ที่เคยให้ผลตอบแทนเหรียญ USDe สูงกว่า 40% ปัจจุบันถูกบีบให้ลดลงเหลือประมาณ 3.5% ทำให้ TVL (Total Value Locked) ร่วงลงจาก 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เหลือเพียง 3.6 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่กลุ่ม Stablecoin ตัวหลักบน Aave ก็ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำกว่า 2% เนื่องจากต้องพึ่งพาความต้องการกู้ยืมที่เกิดขึ้นจริงในตลาดซึ่งยังมีไม่มากพอที่จะดัน Yield ให้สูงขึ้น

แม้จะมีบางแพลตฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนชนะสถาบันการเงินดั้งเดิมได้ เช่น Sky ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 3.75% แต่นั่นก็มาจากการนำเงินไปลงทุนในแหล่งรายได้แบบ Off-chain อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถึง 70% ทางด้าน Morpho แพลตฟอร์มปล่อยกู้อีกแห่งพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างระบบที่อนุญาตให้ผู้ดูแลสามารถปรับแต่งความเสี่ยงและกลยุทธ์เฉพาะกลุ่มได้ ซึ่งช่วยดันผลตอบแทนให้อยู่ในระดับ 3.64% ถึง 6.48% โดยผู้ร่วมก่อตั้งมองว่าแพลตฟอร์มที่ใช้กฎเกณฑ์เดียวกันทั้งหมดจะถูกบีบให้ผลตอบแทนลดลงเข้าใกล้อัตรา Risk-free ในที่สุด ขณะที่ฝั่ง Aave ยังคงมองว่าปัญหานี้เป็นเพียงวัฏจักรขาลงของความเชื่อมั่นในตลาด และชี้ให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของแพลตฟอร์มที่ 3.2% ยังคงถูกกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงินดั้งเดิมที่มีอัตราสูงถึง 6.14%

นอกจากผลตอบแทนที่ลดลงแล้ว ความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยก็กำลังตกต่ำอย่างหนักจากการถูกเจาะระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Balancer ที่ต้องปิดตัวลงหลังสูญเงิน 110 ล้านดอลลาร์ หรือ Resolv ที่ถูกโจมตีไป 25 ล้านดอลลาร์จากข้อผิดพลาดของการขาดระบบตรวจสอบพื้นฐาน

ข้อมูลจาก CertiK ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีคริปโตถูกขโมยไปแล้วกว่า 2.47 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งแฮ็กเกอร์เริ่มเปลี่ยนวิธีการจากการหาช่องโหว่ของ Smart Contract มาใช้การทำ Social Engineering และการขโมย Private Key แทน เช่นกรณีการแฮ็กมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์บน Drift Protocol ที่มีต้นตอมาจากเกาหลีเหนือ

สถานการณ์นี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยความไม่แน่นอนทางกฎหมาย โดยร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act ของสหรัฐอเมริกามีการระบุข้อเสนอที่จะสั่งห้ามการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ที่ถือครอง Stablecoin ไว้แบบ Passive ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากกฎหมายนี้ผ่านการอนุมัติ มันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ผลตอบแทนและเม็ดเงินไหลกลับไปรวมศูนย์อยู่ใน TradFi และทำให้แพลตฟอร์ม DeFi ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา CoinDesk


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าปัญหาที่แพลตฟอร์ม DeFi กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คือการถูกบังคับให้กลับมาสู่ความเป็นจริงครับ หลังจากที่วงการนี้เติบโตมาได้ด้วยการเสก Token ขึ้นมาแจกเพื่อเร่งตัวเลข APY ให้ดูสวยหรู พอถึงเวลาที่ดอกเบี้ยจาก TradFi ให้ผลตอบแทนที่สูงและปลอดภัยกว่า นักลงทุนระดับสถาบันก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเอาเงินมาเสี่ยงกับความผิดพลาดของ Smart Contract หรือการโดนแฮ็ก ยิ่งมีปัจจัยกดดันด้านกฎหมายที่พร้อมจะลิดรอนความสามารถในการจ่าย Yield ยิ่งทำให้โมเดลธุรกิจนี้ต้องพิจารณาปรับตัวครั้งใหญ่ หากไม่สามารถบูรณาการเข้ากับสินทรัพย์แบบ RWA ในโลกจริงหรือสร้าง Use Case ที่ก่อให้เกิดรายได้จริงอย่างยั่งยืนได้ เงินทุนก็จะยิ่งไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มแบบดั้งเดิมที่มีความมั่นคงและชัดเจนทางกฎหมายมากกว่าครับ