สรุปข่าว
- รายงานฉบับใหม่จากคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาสะท้อนจุดยืนสนับสนุนอุตสาหกรรม Crypto โดยออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าการจ่าย Yield ให้กับผู้ถือ Stablecoin จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์หรือทำให้การปล่อยสินเชื่อลดลงตามที่กลุ่มนายธนาคารพยายามกล่าวอ้าง
- กลุ่มสมาคมธนาคารอเมริกันพยายามผลักดันให้มีการแบนการจ่ายผลตอบแทนในร่างกฎหมาย Clarity Act โดยอ้างว่าจะทำให้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารท้องถิ่นจนขาดสภาพคล่อง แต่รายงานฉบับนี้ชี้แจงว่าเงินทุนเหล่านั้นมักจะถูกนำไปลงทุนใน Treasury Bills และไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารในท้ายที่สุดอยู่ดี
- การออกข้อบังคับเพื่อห้ามจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือครองเหรียญจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคมากกว่าเนื่องจากเป็นการตัดโอกาสในการรับผลตอบแทนที่แข่งขันได้ในตลาดโดยที่แทบไม่ได้สร้างประโยชน์หรือกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคเศรษฐกิจจริงแต่อย่างใด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่หน่วยงานระดับทำเนียบขาวออกมารับรองว่าการจ่าย Yield ของ Stablecoin ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อระบบธนาคาร ถือเป็นการเพิ่มน้ำหนักเชิงบวกให้กับร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งหากผ่านการอนุมัติจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ตลาด Crypto และเป็นปัจจัยหนุนราคาเหรียญในภาพรวมอย่างแข็งแกร่ง
รายงานฉบับล่าสุดจากคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกา (CEA) ได้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมธนาคารอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าการจ่าย Yield ของ Stablecoin ไม่ได้เป็นตัวการดูดเงินฝากหรือลดทอนความสามารถในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก
นักเศรษฐศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังรายงานความยาว 21 หน้าฉบับนี้อธิบายว่า ผลการวิเคราะห์ได้มาจากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลอ้างอิงจาก Federal Reserve และ FDIC ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินฝาก การปล่อยกู้ สภาพคล่องของธนาคาร รวมถึงข้อมูลทุนสำรองจากผู้ออก Stablecoin และงานวิจัยเชิงวิชาการเกี่ยวกับพฤติกรรมการโยกย้ายสินทรัพย์ของผู้บริโภค
รายงานฉบับนี้มีการอ้างอิงถึงกฎหมาย GENIUS Act ที่เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 พร้อมทั้งเตือนว่าความพยายามที่จะแก้ไขร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ตัวกลางอย่าง Coinbase สามารถจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ใช้งานได้นั้น อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดี สรุปใจความสำคัญคือการแบนการจ่าย Yield แทบจะไม่ได้ช่วยปกป้องระบบการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเลย แต่กลับเป็นการทำลายประโยชน์ที่ผู้บริโภคควรจะได้รับจากการแข่งขันด้านผลตอบแทนของ Stablecoin
ประเด็นนี้ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดในศึกงัดข้อระหว่างกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ และอุตสาหกรรม Crypto ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้กระบวนการพิจารณากฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลในสภาคองเกรสต้องหยุดชะงัก ในขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และทีมที่ปรึกษากำลังเร่งรัดให้ทุกฝ่าย ทั้งตัวแทนจากวงการ Crypto นายธนาคาร และวุฒิสมาชิกทั้งสองพรรค เร่งหาข้อสรุปเพื่อผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ให้สำเร็จ
แม้ฝั่ง Crypto จะยืนยันว่าควรได้รับอนุญาตให้จ่ายผลตอบแทนเพื่อเป็นแรงจูงใจได้ แต่สมาคมธนาคารอเมริกัน (ABA) กลับแย้งว่าหาก Stablecoin สามารถให้ดอกเบี้ยในระดับที่ทัดเทียมกับบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงได้ ประชาชนก็จะแห่ถอนเงินออกจากธนาคารไปถือเงินสกุลดิจิทัลแทน ซึ่งจะลดทอนเม็ดเงินที่ธนาคารต้องนำไปปล่อยกู้ โดยกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของฝั่งธนาคารเน้นย้ำว่าสถาบันการเงินระดับท้องถิ่นหรือ Community Banks จะเป็นผู้รับเคราะห์หนักที่สุด ข้ออ้างนี้ได้รับความสนใจจากวุฒิสมาชิกอย่าง Thom Tillis และ Angela Alsobrooks ที่กำลังพยายามหาจุดประนีประนอมเพื่อไม่ให้สถาบันการเงินระดับชุมชนต้องได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ของทำเนียบขาวชี้ว่าข้ออ้างของนายธนาคารนั้นมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำงานของ Stablecoin รายงานอธิบายให้เห็นภาพว่า เงินทุนที่ถูกนำไปซื้อ Stablecoin นั้นมักจะถูกนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง Treasury Bills หรือตราสารหนี้ระยะสั้น และท้ายที่สุดเม็ดเงินเหล่านี้ก็จะถูกนำไปฝากกลับเข้าสู่ระบบธนาคารแห่งอื่นอยู่ดี ทำให้ระดับเงินฝากโดยรวมในระบบแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ รายงานยังหักล้างความกังวลเรื่องผลกระทบต่อ Community Banks โดยประเมินว่าหากมีการแบนการจ่าย Yield เกิดขึ้นจริง ธนาคารกลุ่มนี้จะได้อานิสงส์ในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพียง 24% ของสินเชื่อส่วนเพิ่ม หรือคิดเป็นมูลค่าแค่ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นราว 0.026%) เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวม นอกจากนี้ กิจกรรมของ Stablecoin ในปัจจุบันก็กระจุกตัวอยู่กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่เป็นหลัก ทำให้ผลกระทบในโลกความเป็นจริงต่อธนาคารขนาดเล็กยิ่งน้อยลงไปอีก
CEA ย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินฝาก แต่อยู่ที่องค์ประกอบของเงินฝาก ภายใต้โครงสร้างทุนสำรองในปัจจุบัน การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างธนาคารไม่ได้บีบให้ผู้ปล่อยกู้ต้องลดขนาด Balance Sheet ลง เงินทุนสำรองของ Stablecoin มีเพียง 12% เท่านั้นที่อยู่ในรูปแบบที่อาจจำกัดการปล่อยสินเชื่อได้จริง และผลกระทบนั้นก็ถูกเจือจางลงไปอีกจากข้อกำหนดเรื่องทุนสำรองและสภาพคล่องของธนาคารเอง
หากจะให้การแบนนี้ส่งผลดีต่อการปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นกอบเป็นกำ มันจะต้องเกิดภายใต้สถานการณ์สมมติที่สุดโต่งหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ตลาด Stablecoin ต้องมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันหลายเท่า ทุนสำรองถูกล็อกไว้จนไม่สามารถนำมาปล่อยกู้ได้เลย และ Federal Reserve ต้องเปลี่ยนนโยบายการเงินใหม่ทั้งหมด ซึ่งหากไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะอยู่ในระดับที่ไม่มีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุด รายงานระบุว่าภาระของการออกกฎหมายแบนจะไปตกอยู่กับผู้บริโภคล้วนๆ การตัดโอกาสในการรับ Yield เท่ากับเป็นการลดผลตอบแทนของสินทรัพย์อิงสกุลเงินดอลลาร์ที่กำลังเติบโตและเป็นคู่แข่งของเงินฝากแบบดั้งเดิม หากรัฐบาลต้องการจะควบคุมหรือจำกัดการจ่ายผลตอบแทนจริงๆ ผู้กำหนดนโยบายก็จำเป็นต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่าการแบนดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดเล็กและภาคครัวเรือน ซึ่งจากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ข้ออ้างของฝั่งนายธนาคารยังคงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้
ที่มา: whitehouse
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่ารายงานฉบับนี้ถือเป็นอาวุธชิ้นสำคัญของฝั่ง Crypto ในการต่อสู้ทางกฎหมายในสภาเลยครับ การที่หน่วยงานระดับทำเนียบขาวออกมา Back up ข้อมูลเชิงลึกให้แบบนี้ ช่วยตอกหน้าฝั่ง TradFi ที่พยายามใช้ข้ออ้างเรื่องเสถียรภาพของธนาคารชุมชนมาเป็นเครื่องมือเตะสกัดการเติบโตของ Stablecoin ได้อย่างเจ็บแสบ ถ้าการร่างกฎหมาย Clarity Act สามารถปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องการจ่าย Yield ได้สำเร็จ มันจะกลายเป็น Game Changer ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลให้ไหลเข้ามาพักในตลาด Crypto มากขึ้น และช่วยเพิ่ม Use Case ให้กับการถือครองเงินสกุลดิจิทัลเพื่อรับ Passive Income อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อพิพาททางกฎหมายอีกต่อไปครับ
