สรุปบทความ
- Ethereum Foundation ขาย ETH จำนวน 5,000 เหรียญ มูลค่า 11 ล้านดอลลาร์ เป็น Stablecoin ผ่าน CoWSwap ในจังหวะที่ราคาฟื้นตัว สอดคล้องกับรูปแบบการขายในอดีตที่มักเกิดขึ้นใกล้จุดสูงสุดระยะสั้น
- Vitalik Buterin ลดการถือครอง ETH ส่วนตัวจาก 663,000 เหรียญเหลือ 224,000 เหรียญ ลดลงกว่า 66% โดยอ้างว่าเพื่อการกุศลและสนับสนุนโครงการ แม้จังหวะการขายจะน่าสงสัย
- เงินสถาบันกำลังไหลออกจาก Ethereum ไปสู่ Solana และ XRP ขณะที่อัตราส่วน Staking ของ ETH กลับทำสถิติสูงสุด สร้างความขัดแย้งระหว่างความเชื่อมั่นของรายย่อยกับพฤติกรรมของผู้ก่อตั้ง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
การที่ผู้ก่อตั้งและมูลนิธิทยอยขาย ETH ออกมาอย่างต่อเนื่องในจังหวะที่ราคาฟื้นตัว ประกอบกับเงินสถาบันที่กำลังไหลออกจาก Ethereum ไปสู่คู่แข่ง สร้างแรงกดดันต่อราคาในระยะสั้น แม้ Staking จะทำสถิติใหม่ แต่ยังไม่สามารถชดเชยสัญญาณลบจากพฤติกรรมของวงในได้
ทุกครั้งที่ราคา ETH ดีดตัวขึ้น กระเป๋าเงินของ Ethereum Foundation ก็ขายออกมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับนาฬิกาที่ตั้งเวลาไว้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8-9 เมษายน 2569 มูลนิธิเริ่มแปลง ETH จำนวน 5,000 เหรียญ มูลค่าราว 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น Stablecoin ผ่านกลไก TWAP ของ CoWSwap ในจังหวะที่ราคา ETH เพิ่งฟื้นตัวกลับมาแตะระดับสำคัญพอดี ขณะเดียวกัน ตัว Vitalik Buterin เองก็มีประวัติลดการถือครอง ETH ส่วนตัวอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามคือ ถ้าคนสร้าง Ethereum เองยังไม่อยากถือ ETH แล้วนักลงทุนรายย่อยอย่างเราควรถือต่อไปหรือเปล่า
หลักฐานบนเชนที่ปฏิเสธไม่ได้
ข้อมูลจาก Arkham Intelligence แสดงให้เห็นธุรกรรมการขาย ETH ของ Ethereum Foundation อย่างชัดเจน ดังที่เห็นในภาพด้านล่าง กระเป๋าเงินของมูลนิธิที่มีป้ายกำกับว่า “Ethereum F…: DeFi Ecosyste…” ส่งธุรกรรมต่อเนื่องหลายรายการไปยัง CoW Protocol Settlement โดยแต่ละรายการมีมูลค่าประมาณ 416.667 WETH คิดเป็นราวรายการละ $920,000-$926,000 ทยอยขายทีละน้อยผ่านกลไก TWAP เพื่อกระจายคำสั่งขายออกเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่านี่ไม่ใช่การขายแบบตื่นตระหนก แต่เป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อ “ลดผลกระทบต่อราคา” หรือพูดอีกแบบคือ ขายอย่างแนบเนียนไม่ให้ตลาดรู้ตัว

จำนวนธุรกรรม outflow ทั้งหมดที่แสดงในระบบมีถึง 146 หน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขาย 5,000 ETH ครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็นรายการย่อยจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ดำเนินการในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สอดคล้องกับรายงานของ EKBIT ที่ระบุว่า “Ethereum Foundation ขาย 5,000 ETH” เป็นหนึ่งในข่าวสำคัญประจำวันที่ 11 เมษายน
รูปแบบการขายที่น่าสงสัย ย้อนดูตลอดหลายปี

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “การจัดการคลังปกติ” คือรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลองย้อนดูไทม์ไลน์การขายของ Ethereum Foundation
- ปลายปี 2560 ขาย ETH ราว 70,000 เหรียญ ที่ราคาประมาณ $1,200 ก่อนตลาดดิ่งหนัก
- พฤษภาคม 2564 ขาย 35,000 ETH ที่ราคาราว $3,500 ใกล้จุดสูงสุดของรอบนั้น
- พฤศจิกายน 2564 ขายอีก 20,000 ETH ที่ราคาประมาณ $4,700 แทบจะเป็นยอดเขาพอดี
- กันยายน 2568 ขาย 10,000 ETH มูลค่า 43.6 ล้านดอลลาร์
- ตุลาคม 2568 ขายอีก 1,000 ETH มูลค่า 4.5 ล้านดอลลาร์ ผ่าน CoWSwap
- มีนาคม 2569 ขาย 5,000 ETH แบบ OTC ให้ BitMine ที่ราคาเฉลี่ย $2,042
- เมษายน 2569 (ล่าสุด) ขาย 5,000 ETH อีกครั้ง มูลค่า 11 ล้านดอลลาร์
เห็นรูปแบบไหม การขายหลายครั้งเกิดขึ้นในจังหวะที่ราคาฟื้นตัวหรือเข้าใกล้จุดสูงสุด จริงอยู่ที่มูลนิธิอ้างว่าเป็นการจัดการคลังเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน แต่จังหวะการขายที่ “แม่นยำ” ขนาดนี้ทำให้เทรดเดอร์หลายรายมองว่าการขายของมูลนิธิเป็นสัญญาณของจุดสูงสุดราคาในระยะสั้น
ส่วน Vitalik Buterin เอง ก็มีรูปแบบการขายที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพียงเดือนเดียว เขาลดการถือครอง ETH ส่วนตัวลงถึง 17,000 เหรียญ จาก 240,000 ETH เหลือ 224,000 ETH ท่ามกลางราคาที่ลดลงกว่า 37% โดยขาย ETH จำนวน 2,961.5 เหรียญ (ราว 6.6-6.7 ล้านดอลลาร์) ในช่วง 3-4 วัน ผ่าน CoW Protocol แบบทยอยขายเป็นรายการเล็กๆ เช่นเดียวกับมูลนิธิ
คำอธิบาย “เพื่อการกุศล” ฟังขึ้นแค่ไหน
ทุกครั้งที่ชุมชนตั้งคำถาม คำตอบที่ได้รับก็เหมือนกันทุกครั้ง Vitalik Buterin เคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเมื่อเดือนกันยายน 2567 โดยระบุว่าการขาย ETH ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2561 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนโครงการและองค์กรการกุศลต่างๆ ไม่ใช่เพื่อทำกำไรส่วนตัว ขณะที่ในเดือนมกราคม 2569 เขาประกาศถอน ETH จำนวน 16,384 เหรียญ (ประมาณ 45 ล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัว ฮาร์ดแวร์แบบเปิด และซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัย โดยระบุว่าจะใช้เงินทุนนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปในอีกหลายปีข้างหน้า
ฝั่งมูลนิธิก็มีคำอธิบายเช่นกัน Ogundipe Victor ชี้ให้เห็นว่าการขายครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์คลัง “Defipunk” ของมูลนิธิในปี 2569 ที่มุ่งลดการใช้จ่ายประจำปีจาก 15% เหลือ 5% ของทรัพย์สินทั้งหมด ขณะที่ Dr Crypt ให้ความเห็นว่า “การที่ Ethereum Foundation ขาย 5,000 ETH ไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่เป็นกลยุทธ์ เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลคลังที่ยั่งยืนมากขึ้น”

คำอธิบายเหล่านี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ลองคิดดูอีกมุม ถ้าคุณเป็นผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองสร้าง การถือครอง ETH ที่ลดลงจาก 663,000 เหรียญในปี 2558 เหลือ 224,000 เหรียญในปี 2569 หรือลดลงกว่า 66% นั้นเป็นสัญญาณของ “ความเชื่อมั่น” จริงหรือ
ความย้อนแย้งที่ไม่มีใครพูดถึง Staking พุ่ง แต่ผู้สร้างขาย

นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องทั้งหมดน่าสนใจยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 มีรายงานว่าอัตราส่วนการ Staking ของ ETH ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มี ETH ถูก Staking รวมกว่า 39 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 32.23% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด มูลค่ารวมราว 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นักลงทุนรายย่อยและสถาบันกำลังล็อก ETH ของพวกเขาไว้อย่างขยันขันแข็ง
แม้แต่ Ethereum Foundation เองก็ Stake ETH จำนวนมาก ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน 2569 มูลนิธิ Stake ETH เพิ่มเติมรวมกว่า 45,000 เหรียญ (ประมาณ 46.64 ล้านดอลลาร์) ทำให้ยอดรวมที่ Stake อยู่เพิ่มเป็นราว 69,500 ETH
แต่ในขณะเดียวกัน มูลนิธิก็ขาย ETH อีก 5,000 เหรียญออกไปด้วย มันเหมือนกับการพูดกับตลาดว่า “เราเชื่อมั่นใน Ethereum มากพอที่จะ Stake” แต่ก็ “ไม่เชื่อมั่นพอที่จะไม่ขาย” ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลนี้ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน
ฝั่ง Vitalik เองก็ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่ามูลนิธิจะ Stake ETH ประมาณ 70,000 เหรียญเพื่อสร้างผลตอบแทนและ “ลดการพึ่งพาการขายโทเคน” ฟังดูดี แต่ผ่านมาเพียง 2 เดือน มูลนิธิก็กลับมาขาย ETH อีกครั้ง
Ethereum กำลังแพ้สงครามเล่าเรื่องให้ Solana

การขายของมูลนิธิไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ Ethereum กำลังสูญเสียตำแหน่ง “เล่าเรื่อง” ให้กับคู่แข่งอย่าง Solana และแม้แต่ XRP ข้อมูลเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ระบุว่าผลิตภัณฑ์ ETF ที่เชื่อมโยงกับ XRP มีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.3 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Bitcoin และ Ethereum มีเงินไหลออก 159 ล้านดอลลาร์ และ 64 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 นักลงทุนสถาบันถอนเงินถึง 952 ล้านดอลลาร์จากกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในหนึ่งสัปดาห์ โดย Bitcoin และ Ethereum ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่เงินบางส่วนไหลไปสู่ Solana และ XRP แนวโน้มนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ
จริงอยู่ที่ Ethereum ยังมีจุดแข็ง อัตราส่วน Staking ที่ทำสถิติใหม่ ส่วนแบ่งตลาด Stablecoin ที่ยังสูงกว่า 54% และ Spot ETH ETF ที่เคยทำสถิติเงินไหลเข้าสูงสุด 1,020 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2568 แต่ทิศทางของเงินสถาบันในระยะหลังกำลังเปลี่ยน และการที่ผู้สร้างเองยังขาย ETH ออกมาเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ Ethereum ดูไม่ดี
“กลยุทธ์” หรือ “สภาพคล่องทางออก” สำหรับรายย่อย
ลองมองจากมุมของนักลงทุนรายย่อยชาวไทยที่ถือ ETH อยู่ คุณกำลัง Stake ETH เพื่อรับผลตอบแทนราว 2.8% ต่อปี ล็อกเงินไว้ในระบบ เชื่อมั่นว่า Ethereum คืออนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งมูลนิธิและผู้ก่อตั้งกลับทยอยขาย ETH ออกมาเป็นล้านดอลลาร์ทุกครั้งที่ราคาฟื้นตัว
Jude_Crypt ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “การที่ Ethereum Foundation ย้าย 5,000 ETH ไปเป็น Stablecoin ผ่าน CoW DAO TWAP รู้สึกเหมือนการขายมากกว่าการวางแผนล่วงหน้า” และยอมรับว่า “การตัดค่าใช้จ่ายจาก 15% เหลือ 5% แสดงให้เห็นถึงวินัย” แต่ก็ตั้งคำถามว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวอย่างไร

ในทางกลับกัน The Boogeyman พูดตรงๆ กว่านั้นว่านี่คือ “การหลอกลวงในวงการคริปโตอีกแล้ว” และว่า “Vitalik Buterin ต้องการและจะได้ส่วนแบ่งของเขา” แม้จะเป็นมุมมองที่รุนแรง แต่ก็สะท้อนความรู้สึกของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย
ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือ Vitalik Buterin เคยถือ ETH สูงสุด 663,000 เหรียญในปี 2558 ปัจจุบันเหลือ 224,000 เหรียญ ลดลงกว่า 439,000 เหรียญ หรือกว่า 66% แม้เขาจะอ้างว่าเป็นเพื่อการกุศลและสนับสนุนโครงการ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็เหมือนกัน นั่นคือ ETH ที่เคยอยู่ในมือผู้ก่อตั้งถูกขายออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
ความเห็นผู้เขียน

ผมต้องพูดตรงๆ ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ขาวหรือดำ การที่ Ethereum Foundation ขาย ETH เพื่อเป็นทุนดำเนินงานนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต้องมีเงินจ่ายค่าพัฒนา ค่าวิจัย ค่าให้ทุน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ การใช้กลไก TWAP เพื่อลดผลกระทบต่อราคาก็แสดงให้เห็นว่ามีความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง
แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหาจริงๆ คือ “จังหวะ” ไม่ใช่ “เหตุผล” ทำไมการขายถึงมักเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาฟื้นตัว ทำไมไม่ขายในช่วงที่ราคาต่ำสุด ถ้าเป็นการจัดการคลังจริงๆ จังหวะไม่ควรสำคัญ เพราะเป้าหมายคือระดมทุนให้เพียงพอ ไม่ใช่การจับจังหวะตลาด แต่ข้อมูลกลับชี้ว่ามูลนิธิ “เก่ง” ในการเลือกจังหวะขายอย่างน่าสงสัย
สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือ ETH อยู่ ผมไม่ได้บอกให้ขาย แต่ผมอยากให้ตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง ถ้าคุณเชื่อมั่นใน Ethereum มากกว่าคนที่สร้างมันขึ้นมา คุณมีข้อมูลอะไรที่ Vitalik ไม่มี จับตาดูการเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินมูลนิธิต่อไป เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่าทุกครั้งที่มูลนิธิขาย ETH ออกมาในจังหวะที่ราคาฟื้น ราคามักจะมีแรงกดดันตามมาในระยะสั้น
สุดท้าย สิ่งที่น่าคิดที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องที่มูลนิธิขาย ETH แต่เป็นเรื่องที่ว่า ทำไมคนที่รู้จัก Ethereum ดีที่สุดในโลกถึงเลือกแปลงสินทรัพย์ของตัวเองเป็น Stablecoin แทนที่จะถือ ETH ต่อ คำตอบของคำถามนี้อาจบอกอะไรเราได้มากกว่าชาร์ตราคาทุกชาร์ตรวมกัน
ภาพจาก AI
