สรุปข่าว
- Bitcoin ร่วงลง 1.43% แตะ $71,853 ในวันที่ 12 เม.ย. 2569 โดยราคาสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ $73,721 ก่อนจะดิ่งลงมาถึงระดับต่ำสุดที่ $72,108
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และแรงขายจากนักลงทุนสถาบันที่ยังจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ
- การร่วงของ Bitcoin ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาด altcoin และ DeFi ทำให้ภาวะตลาดโดยรวมอ่อนแอลงในระยะสั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่ Bitcoin หลุดระดับ $72,000 พร้อมปริมาณการซื้อขายที่ยังคงสูง สะท้อนว่าแรงขายมีน้ำหนักมากกว่าแรงซื้อในช่วงนี้ ตลาด altcoin และ DeFi มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันตาม หากนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นในภาพรวม
ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลง 1.43% แตะ $71,853 ในวันที่ 12 เม.ย. 2569 หลุดระดับ $72,000 ลงมาอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศตลาดคริปโตที่ยังคงผันผวน โดยราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่ $73,721 ก่อนแรงขายเข้ามากดราคาลงมาแตะจุดต่ำสุดที่ $72,108 ภายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของ Bitcoin ในขณะนี้อยู่ที่ 1.44 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดยังมีสภาพคล่องสูงแม้ราคาจะดิ่งลง สัญญาณนี้บ่งชี้ว่ามีแรงขายที่มีนัยสำคัญเข้ามาในตลาดช่วงนี้
Bitcoin ดิ่งหลุด $72,000 เกิดขึ้นได้อย่างไร
การร่วงรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในภาพใหญ่ ตลาดคริปโตยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ นักลงทุนกำลังรอดูสัญญาณจาก Fed ว่าจะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้หรือไม่ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ที่ Fed ต้องการ ความไม่แน่ใจนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันชะลอการเพิ่มสถานะซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
นอกจากนี้ กระแสเงินไหลเข้า-ออกจาก Bitcoin ETF แบบ Spot ในสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด หากวันไหนมีเงินไหลออกสุทธิจาก ETF ราคา Bitcoin มักได้รับแรงกดดันตามมาเป็นเงาตามตัว สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับนักลงทุนสถาบันมากกว่าในอดีตมาก
ผลกระทบต่อ Altcoin เมื่อ Bitcoin สั่นไหว
เมื่อ Bitcoin ร่วง ตลาด altcoin มักได้รับผลกระทบหนักกว่าเป็นสองเท่า เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มักลดสถานะในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก่อน โดยเฉพาะเหรียญที่มีสภาพคล่องต่ำ ในสถานการณ์นี้ Ethereum (ETH) มักเป็นตัวแรกที่ถูกนักลงทุนจับตา เนื่องจากมีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับสองและมีความสัมพันธ์กับ Bitcoin สูง
ภาพที่น่าสนใจกว่าคือการเปลี่ยนแปลงของ Bitcoin Dominance ซึ่งวัดสัดส่วนมูลค่าตลาดของ Bitcoin เทียบกับตลาดคริปโตรวม เมื่อ Bitcoin ร่วงพร้อมกับ altcoin ค่า Dominance มักทรงตัวหรือขยับขึ้นเล็กน้อย เพราะนักลงทุนยังมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในตระกูลคริปโต ส่วนเหรียญในกลุ่ม Layer-2 และโทเคนที่ผูกกับ Ethereum อาจได้รับแรงกดดันมากเป็นพิเศษในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่ม altcoin ที่อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าหรือแม้แต่ทวนกระแสได้ในช่วงตลาดขาลง ได้แก่ stablecoin ที่มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเมื่อนักลงทุนต้องการจอดเงินพักไว้ชั่วคราว รวมถึงเหรียญในกลุ่ม Real World Assets (RWA) ที่มีรายได้จากสินทรัพย์จริงหนุนหลัง ซึ่งมักมีความผันผวนต่ำกว่าตลาดโดยรวม
ผลสะเทือนต่อ DeFi และระบบนิเวศคริปโตในวงกว้าง
การร่วงของ Bitcoin ไม่ได้กระทบแค่ราคาเหรียญเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ Total Value Locked (TVL) หรือมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้ในโปรโตคอล DeFi ต่าง ๆ โดยตรง เมื่อราคาสินทรัพย์หลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum ลดลง มูลค่าของหลักประกันในระบบ DeFi ก็ลดลงตาม ส่งผลให้ผู้ที่กู้ยืมผ่านโปรโตคอลอย่าง Aave หรือ Compound อาจเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกล้างพอร์ตหากราคาดิ่งลงต่อเนื่อง
ในมิติของ narrative ตลาด ช่วงที่ Bitcoin ปรับฐานมักเป็นโอกาสที่โปรเจกต์ใหม่ ๆ พยายามดึงความสนใจจากนักลงทุนผ่านการอัปเดตโปรโตคอลหรือการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ แต่ในบรรยากาศที่นักลงทุนระมัดระวังสูง การที่โปรเจกต์เล็ก ๆ จะดึงกระแสเงินเข้ามาได้นั้นทำได้ยากกว่าปกติมาก สัญญาณที่ต้องจับตาในช่วงนี้คือกระแสเงินไหลเข้า stablecoin บนเครือข่ายต่าง ๆ เพราะถ้าเงินไหลเข้า stablecoin มาก แสดงว่านักลงทุนยังอยู่ในตลาดแต่เลือกพักเงินรอจังหวะ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ต่างจากการถอนเงินออกจากระบบทั้งหมด
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการร่วงรอบนี้ยังอยู่ในกรอบของการปรับฐานปกติ ไม่ใช่สัญญาณกลับทิศใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าตัวเลข 1.43% คือบริบทรอบข้าง โดยเฉพาะท่าทีของ Fed ที่ยังไม่ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยชัดเจน ตราบใดที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินยังอยู่ ตลาดก็ยากที่จะวิ่งขึ้นได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ผมจะจับตาดูต่อจากนี้คือข้อมูลกระแสเงินใน Bitcoin ETF ว่าจะไหลออกต่อเนื่องหรือเริ่มกลับมาเป็นบวก เพราะนั่นคือตัวบ่งชี้ที่แม่นยำที่สุดว่านักลงทุนสถาบันกำลังคิดอะไรอยู่ ถ้าเงินไหลเข้า ETF กลับมา ภาพตลาดก็น่าจะดีขึ้น แต่ถ้าไหลออกต่อเนื่องหลายวัน นั่นคือสัญญาณที่ต้องระวัง
สำหรับตลาด altcoin ผมมองว่าช่วงนี้คือบทพิสูจน์ว่าโปรเจกต์ไหนมีพื้นฐานแข็งพอที่จะยืนหยัดได้เมื่อแรงซื้อจาก Bitcoin ไม่ได้ช่วยพยุง นักลงทุนควรให้ความสนใจกับโปรเจกต์ที่มีรายได้จริง ผู้ใช้งานจริง มากกว่าโปรเจกต์ที่พึ่งพากระแสและ narrative ล้วน ๆ เพราะในตลาดขาลง ของที่ไม่มีมูลค่าพื้นฐานมักร่วงแรงที่สุดเสมอ
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
