สรุปข่าว
- Bitcoin พุ่งขึ้น 1.62% แตะ $71,969 ในวันที่ 13 เม.ย. 2569 โดยมีช่วงราคาระหว่างวันอยู่ที่ $70,617 ถึง $71,849
- ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากสัญญาณนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบกับกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF Bitcoin แบบ Spot ที่ยังคงต่อเนื่อง
- ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.24 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความสนใจของนักลงทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่มูลค่าตลาดรวมยืนอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านดอลลาร์
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การขึ้นของ Bitcoin รอบนี้มาพร้อมกับบริบทมาโครที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ทั้งความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed และเงินไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่าแรงซื้อยังมีน้ำหนักอยู่ในตลาด
ราคา Bitcoin (BTC) พุ่งขึ้นในวันที่ 13 เม.ย. 2569 แตะระดับ $71,969 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1.62% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมีจุดสูงสุดของวันอยู่ที่ $71,849 และจุดต่ำสุดที่ $70,617 การดีดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตลาดการเงินโลกที่เริ่มปรับทิศทางกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนย่อยตัวเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.24 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ายังมีการเคลื่อนไหวของเงินในตลาดอยู่พอสมควร ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ยังคงยืนอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านดอลลาร์ ตอกย้ำสถานะสินทรัพย์ระดับมหภาคที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภาพมาโครโลก Fed และความอยากเสี่ยงที่กลับมา
หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ยังคงกำหนดทิศทางของ Bitcoin ในช่วงนี้คือท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อนโยบายดอกเบี้ย ตลาดยังคงจับตาสัญญาณจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด โดยหากตัวเลข CPI หรือ PCE ออกมาชะลอตัวกว่าที่คาด ก็จะเปิดทางให้ Fed พิจารณาลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin เพราะต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนคงที่จะลดลง
นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีสัญญาณอ่อนตัวลงในบางช่วงยังช่วยหนุนราคาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัว รวมถึงทองคำและ Bitcoin ที่นักลงทุนระดับสถาบันบางส่วนมองเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงด้านการอ่อนค่าของสกุลเงินในระยะยาว บรรยากาศ risk-on ที่กลับมาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังส่งแรงส่งมาถึงตลาดคริปโตด้วยเช่นกัน
สัญญาณจากตลาดและการเคลื่อนไหวของเจ้ามือ
ในแง่ของสัญญาณภายในตลาดคริปโต กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF Bitcoin แบบ Spot ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตา ตั้งแต่กองทุนเหล่านี้ได้รับอนุมัติเปิดซื้อขาย ก็เห็นได้ชัดว่ามีเงินจากนักลงทุนสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ แม้จะมีบางวันที่เงินไหลออกบ้าง แต่ภาพรวมยังคงเป็นบวก
ด้านการเคลื่อนไหวของเจ้ามือในตลาด ข้อมูล on-chain ในช่วงที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ากระเป๋าเงินขนาดใหญ่บางส่วนยังคงสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระแสการโอน Bitcoin ออกจากเว็บกระดานเทรดไปยังกระเป๋าเก็บเย็น (cold wallet) ยังคงมีให้เห็น ซึ่งโดยทั่วไปมักตีความได้ว่านักลงทุนเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจขายในระยะสั้น นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยสัญญาฟิวเจอร์ (funding rate) ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไป ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่ในระยะใกล้
เทียบกับอดีต รูปแบบที่คุ้นเคยหลังการ Halving
หากมองย้อนกลับไปในรอบวัฏจักรก่อนหน้า Bitcoin มักแสดงพฤติกรรมคล้ายกันในช่วง 6 ถึง 12 เดือนหลังจากเกิด Halving นั่นคือราคามักแกว่งตัวในกรอบกว้างก่อนที่จะค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นตามแรงซื้อสะสมที่เพิ่มขึ้น การที่ราคา Bitcoin ยังคงยืนเหนือระดับจิตวิทยา $70,000 ได้ในช่วงนี้ถือเป็นสัญญาณที่นักวิเคราะห์หลายรายให้ความสนใจ เพราะในรอบปี 2020 ถึง 2021 ราคาก็ใช้เวลาในการสร้างฐานก่อนที่จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทุกรอบก็มีบริบทที่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ช่วยให้เห็นภาพกว้าง แต่ไม่ควรใช้เป็นพิมพ์เขียวแน่นอน เพราะปัจจัยใหม่อย่างกองทุน ETF ระดับสถาบัน และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนไป ล้วนทำให้พลวัตของตลาดในรอบนี้มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการขึ้นของ Bitcoin รอบนี้น่าสนใจตรงที่มันไม่ได้มาจากแรงเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานรองรับจากเรื่องมาโครที่กำลังปรับตัวในทิศทางที่เอื้ออำนวยมากขึ้น ทั้งสัญญาณ Fed ที่นุ่มนวลขึ้น และเงินสถาบันที่ยังไหลเข้าต่อเนื่องผ่านช่องทาง ETF
สิ่งที่ผมจะจับตาต่อจากนี้คือปริมาณซื้อขายและกระแสเงินไหลเข้า-ออก ETF ในสัปดาห์หน้า ถ้าราคาสามารถยืนเหนือ $70,000 ได้อย่างมีเสถียรภาพพร้อมกับปริมาณซื้อขายที่แน่น นั่นจะเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าตลาดมีความเชื่อมั่นจริง ไม่ใช่แค่การดีดตัวระยะสั้น แต่ถ้าหากข้อมูลเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่คาดในรอบถัดไป หรือ Fed ส่งสัญญาณแข็งกร้าวขึ้น แรงขายก็อาจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ตลาดคริปโตยังเป็นตลาดที่ไวต่อบรรยากาศมาก ดังนั้นการติดตามข่าวมาโครควบคู่ไปกับราคาจึงสำคัญไม่แพ้กัน
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
