สรุปข่าว
- Bitcoin พุ่งขึ้น 5.85% ใน 24 ชั่วโมง แตะราคา $75,202 โดยมีช่วงราคาอยู่ระหว่าง $71,038 ถึง $74,895 ในวันที่ 14 เม.ย. 2569
- ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมทะยานสู่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อที่แข็งแกร่งจากสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่
- นักวิเคราะห์จับตาแรงซื้อจาก ETF Bitcoin สปอตในสหรัฐฯ และการอ่อนตัวของดอลลาร์หลังตลาดปรับความคาดหวังต่อนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การพุ่งขึ้นกว่า 5.85% พร้อมปริมาณซื้อขายระดับ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สะท้อนถึงแรงซื้อจริงจากสถาบัน ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น โมเมนตัมนี้หากยืนอยู่เหนือระดับจิตวิทยา $75,000 ได้ต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับตลาดคริปโตในภาพรวม
ราคา Bitcoin ดีดตัวพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันที่ 14 เม.ย. 2569 โดยซื้อขายอยู่ที่ $75,202 บันทึกการเปลี่ยนแปลงราคาใน 24 ชั่วโมงที่ +5.85% ถือเป็นการเคลื่อนตัวขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ ราคาแกว่งตัวระหว่างจุดต่ำสุดที่ $71,038 และจุดสูงสุดที่ $74,895 ก่อนจะทะลุพ้นระดับ $75,000 ได้สำเร็จในช่วงต่อมา มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ขยายตัวขึ้นสู่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ปริมาณซื้อขายรวม 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ บ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมของนักลงทุนในระดับสูง

ตัวเลขที่ต้องรู้ในการพุ่งรอบนี้
ปริมาณซื้อขายและมูลค่าตลาด
ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงที่ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างมีนัยสำคัญ สัดส่วนระหว่างปริมาณซื้อขายต่อมูลค่าตลาด (Volume-to-Market Cap Ratio) อยู่ที่ประมาณ 4.1% ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ถึงความสนใจจากตลาดในวงกว้าง ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเก็งกำไรรายย่อย ในอดีต การพุ่งที่มาพร้อมกับ Volume-to-Market Cap Ratio เกิน 3.5% มักตามด้วยโมเมนตัมขาขึ้นที่ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ถึง 5 วันทำการ
อัตราดอกเบี้ยฟิวเจอร์และสัญญา Open Interest
ในช่วงการพุ่งขึ้นแบบนี้ ตลาดฟิวเจอร์มักแสดงให้เห็นอัตรา Funding Rate ที่เป็นบวกสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าผู้ถือสถานะ Long ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับฝั่ง Short เพื่อรักษาสถานะไว้ต่อ หากตัวเลข Open Interest ปรับขึ้นพร้อมกับราคา จะยืนยันว่าเงินใหม่ไหลเข้าสู่ตลาด ไม่ใช่แค่การปิดสถานะ Short เดิม (Short Squeeze) ซึ่งมีผลต่อความยั่งยืนของแนวโน้มขาขึ้นในระยะถัดไป
กระแสเงินสถาบันและข้อมูลเจ้ามือ
กระแสเงินจาก ETF Bitcoin สปอต
นับตั้งแต่ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) อนุมัติ ETF Bitcoin สปอตในช่วงต้นปี 2567 กระแสเงินไหลเข้าจากสถาบันการเงินรายใหญ่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาในระยะยาว การพุ่งขึ้นของราคาในวันนี้สอดคล้องกับรูปแบบที่พบบ่อย นั่นคือช่วงที่กระแสเงินสุทธิ (Net Inflows) เข้า ETF ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ก่อนที่ราคาจะดีดตัวขึ้นอย่างฉับพลัน สะท้อนให้เห็นว่าอุปสงค์จากสถาบันยังคงแข็งแกร่งในสภาพแวดล้อมมหภาคปัจจุบัน
ปริมาณ Bitcoin บนกระดานเทรดและการเคลื่อนไหวของเจ้ามือ
ข้อมูล On-Chain ที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจในช่วงนี้คือปริมาณ Bitcoin ที่เก็บอยู่บนกระดานเทรดทั่วโลก หากตัวเลขนี้ลดลงพร้อมกับราคาที่สูงขึ้น จะหมายความว่านักลงทุนรายใหญ่กำลังถอน Bitcoin ออกจากกระดานเทรดเพื่อเก็บไว้ในกระเป๋าส่วนตัว (Self-Custody) ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักวิเคราะห์มองว่าเชิงบวกต่อราคาในระยะกลาง เนื่องจากลด Supply ที่พร้อมขายทันทีในตลาด
เปรียบเทียบกับการพุ่งขึ้นในอดีต
การพุ่งขึ้นในระดับ 5 ถึง 6% ใน 24 ชั่วโมงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดระดับล้านล้านดอลลาร์ เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin การพุ่งขึ้นในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งในสามสถานการณ์ ได้แก่ ช่วงก่อนหรือหลัง Halving, ช่วงที่ข่าวเชิงบวกด้านกฎระเบียบปรากฏขึ้นฉับพลัน หรือช่วงที่มหภาคเปลี่ยนทิศทาง เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ Bitcoin Halving ครั้งที่สี่เกิดขึ้น เราเห็นรูปแบบที่ราคาพุ่งขึ้น 5 ถึง 8% หลายครั้งในช่วงเดือนมีนาคมและตุลาคม ซึ่งตามมาด้วยช่วงรวมตัวสั้น ๆ ก่อนจะขึ้นต่อสู่จุดสูงสุดใหม่ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ก็มีบางครั้งที่การพุ่งในระดับเดียวกันตามมาด้วยการย่อตัวที่แรง โดยเฉพาะเมื่อปริมาณซื้อขายไม่สอดคล้องกับแรงส่งของราคา ข้อมูลในรอบนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ความเห็นผู้เขียน
ผมมองว่าการพุ่งขึ้นรอบนี้น่าสนใจกว่าที่หลายคนคิดอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือตัวเลขปริมาณซื้อขายที่ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งบอกว่านี่ไม่ใช่แค่การไล่ราคาในตลาดเบาบาง แต่มีเงินจริงไหลเข้ามามาก เรื่องที่สองคือบริบทมหภาค ช่วงนี้ตลาดกำลังปรับความคาดหวังต่อแนวทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อยู่ และในอดีตทุกครั้งที่ตลาดเริ่มมองว่า Fed กำลังจะผ่อนคลาย Bitcoin มักได้ประโยชน์เป็นกลุ่มแรก ๆ
สิ่งที่ผมจะจับตาจากนี้ไปคือ ปริมาณซื้อขายจะยังคงสูงในระดับนี้ต่อไปหรือไม่ ถ้าวันถัดไปราคาทรงตัวแต่ Volume ร่วงลงมามาก อาจหมายความว่าแรงซื้อรอบนี้กำลังอิ่มตัว ในทางกลับกัน ถ้า Volume ยังสูงพร้อมกับราคาที่ยืนอยู่เหนือ $75,000 ได้ โมเมนตัมขาขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป นี่ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน แต่เป็นตัวชี้วัดที่ข้อมูลในอดีตบอกว่าสำคัญครับ
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
