bitkub-banner

JPMorgan ด่าสเตเบิลคอยน์ว่าอันตราย แต่แอบใช้ JPM Coin เองวันละพันล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • CFO ของ JPMorgan เรียกสเตเบิลคอยน์ว่าเป็น ‘เครื่องมือเก็งกำไรด้านกฎระเบียบ’ แต่ JPMorgan เองก็มี JPM Coin ที่ประมวลผลธุรกรรม 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน
  • ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าประชุมกับทำเนียบขาวเรื่อง stablecoin yield ขณะที่ JPMorgan ร่วมมือกับ BlackRock และ Fidelity ทดสอบสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนส่วนตัว
  • เทรดเดอร์ชาวไทยที่ถือ USDT/USDC อาจได้รับผลกระทบโดยตรง หากกฎหมายสเตเบิลคอยน์ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อให้ธนาคารผูกขาดตลาด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

ข่าวนี้เป็น Neutral ต่อตลาดคริปโต เพราะการต่อสู้ด้านกฎระเบียบยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน หากฝ่ายธนาคารชนะอาจเป็นลบต่อ DeFi stablecoin แต่หากฝ่ายคริปโตรักษาพื้นที่ได้ การแข่งขันอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ทุกคน

ธนาคารที่โจมตีสเตเบิลคอยน์หนักที่สุด กลับเป็นเจ้าของสเตเบิลคอยน์เอง

ธนาคารที่โจมตีสเตเบิลคอยน์หนักที่สุด กลับเป็นเจ้าของสเตเบิลคอยน์เอง
ภาพจาก AI

Jeremy Barnum ตำแหน่ง CFO ของ JPMorgan Chase ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เคยออกมาให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV ในปี 2022 โดยโจมตีสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT และ USDC อย่างรุนแรง เรียกมันว่าเป็น “เครื่องมือเก็งกำไรด้านกฎระเบียบ” (regulatory arbitrage) พร้อมเรียกร้องให้การโอนเงินทั้งหมดกลับไปใช้ “เงินฝากแบบดั้งเดิม” และ “สกุลเงินของธนาคารกลาง” เท่านั้น

ฟังดูเหมือนเป็นความห่วงใยผู้บริโภค แต่มีสิ่งหนึ่งที่ Barnum ไม่ได้พูดถึง นั่นคือ JPMorgan เองก็มีสเตเบิลคอยน์ส่วนตัวชื่อ JPM Coin ที่เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020 และประมวลผลธุรกรรมมูลค่าถึง 1 พันล้านดอลลาร์ต่อวันในปี 2022 ทำงานอยู่บนระบบบล็อกเชนแบบปิด (private permissioned network) ภายใต้หน่วยธุรกิจ Onyx โดยใช้สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ระหว่างลูกค้าสถาบันของธนาคาร

คำถามที่ต้องถามคือ ถ้าสเตเบิลคอยน์เป็นเครื่องมือ “เก็งกำไรด้านกฎระเบียบ” จริงตามที่ Barnum บอก แล้ว JPM Coin ที่ทำงานนอกระบบธนาคารปกติ ไม่ถูกกำกับดูแลแบบเดียวกับคริปโตสาธารณะ และเคลื่อนย้ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน มันคืออะไรกันแน่

สองมาตรฐานที่เห็นชัด สเตเบิลคอยน์สาธารณะ vs สเตเบิลคอยน์ของธนาคาร

หัวใจของปัญหาอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างสเตเบิลคอยน์สองประเภท

ประเภทแรกคือสเตเบิลคอยน์สาธารณะอย่าง USDT ของ Tether และ USDC ของ Circle ซึ่งทำงานบนบล็อกเชนแบบเปิด ใครก็เข้าถึงได้ ใครก็ใช้ได้ และสามารถนำไปใช้ใน DeFi เพื่อสร้างผลตอบแทนได้อย่างอิสระ เทรดเดอร์ชาวไทยจำนวนมากใช้สเตเบิลคอยน์เหล่านี้เป็นฐานในการเทรดและเป็นแหล่งสร้าง yield ในโปรโตคอล DeFi ต่าง ๆ

ประเภทที่สองคือ JPM Coin ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์แบบปิด ทำงานบนบล็อกเชน private ของ Onyx เข้าถึงได้เฉพาะลูกค้าสถาบันของ JPMorgan และไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลแบบเดียวกับคริปโตที่เข้าถึงได้โดยสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือ JPMorgan สร้างสเตเบิลคอยน์ที่ให้บริการเฉพาะลูกค้ารวยของตัวเอง แล้วกลับมาบอกว่าสเตเบิลคอยน์ที่คนทั่วไปใช้นั้น “อันตราย”

ทั้งสองทำหน้าที่เหมือนกัน คือเป็นเงินดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ใช้สำหรับโอนเงินอย่างรวดเร็ว แต่อันหนึ่ง Wall Street ใช้เองได้ อีกอันหนึ่ง Wall Street อยากให้ถูกควบคุมจนใช้ไม่ได้

Jamie Dimon ยอมรับบล็อกเชน “ของจริง” แต่อยากเป็นเจ้าของเอง

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan Chase
ภาพจาก: Joost Von Gott (X)

Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan ขึ้นชื่อเรื่องการโจมตี Bitcoin และคริปโตมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็น “ของจริง” และกำลังเร็วขึ้น ถูกลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (tokenization) และสัญญาอัจฉริยะ (smart contracts) พร้อมกับเสริมว่า JPMorgan กำลังพัฒนาสเตเบิลคอยน์อยู่

ภาพที่ปรากฏจากโพสต์บน X แสดงให้เห็น Dimon ในบริบทที่กำลังพูดถึงเทคโนโลยีคริปโต ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของ JPMorgan ที่ “ด่าปากแต่มือก็ทำ” ทั้งเปิดตัวหน่วยธุรกิจ Onyx ทั้งร่วมมือกับ BlackRock และ Fidelity ทดสอบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนส่วนตัวในเดือนพฤศจิกายน 2022 และยังยื่นจดเครื่องหมายการค้า “J.P. Morgan Wallet” ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งครอบคลุมบริการที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล NFT และบล็อกเชน

นี่ไม่ใช่ธนาคารที่ต่อต้านคริปโต นี่คือธนาคารที่ต้องการ “เป็นเจ้าของ” คริปโตด้วยตัวเอง

สงครามสเตเบิลคอยน์กำลังตัดสินที่ทำเนียบขาว

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือ สงครามแย่งชิงอำนาจเหนือสเตเบิลคอยน์กำลังเกิดขึ้นจริงในระดับนโยบาย ทำเนียบขาวได้จัดการประชุมกับตัวแทนจากอุตสาหกรรมการธนาคารและคริปโตเพื่อเจรจาเรื่อง “stablecoin yield” โดยมีธนาคารยักษ์ใหญ่เข้าร่วมพร้อมหน้า ทั้ง Goldman Sachs, JPMorgan, Bank of America, Wells Fargo, Citi และ PNC Bank

ลองคิดดูว่า ทำไมธนาคารเหล่านี้ถึงสนใจเรื่องสเตเบิลคอยน์ขนาดนี้ คำตอบตรงไปตรงมา เพราะตลาดสเตเบิลคอยน์มีมูลค่ามหาศาล และ yield ที่คนทั่วไปสามารถหาได้จาก USDT หรือ USDC ใน DeFi นั้นคือรายได้ที่ควรจะอยู่ในมือธนาคาร ไม่ใช่ในมือนักลงทุนรายย่อย

Brad Messier ชี้ประเด็นนี้ไว้อย่างตรงจุดว่า “Citi กำลังสร้างบริการรับฝากคริปโต JPMorgan กำลังสร้างบริการรับฝากคริปโต ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังบอกคุณว่าสินทรัพย์ประเภทนี้เป็นของจริง” พร้อมเสริมว่า “คำเสนอของพวกเขาง่าย ๆ คือ ‘วางใจให้เราเก็บรักษาให้คุณ’ ผมเคารพวิศวกรรมของมัน แต่ผมไม่ไว้ใจโมเดลนี้”

ประเด็นของ Messier ชัดเจน ธนาคารไม่ได้ต้องการ “ปกป้อง” ผู้บริโภคจากสเตเบิลคอยน์ พวกเขาต้องการเป็นคนกลางที่ควบคุมสเตเบิลคอยน์แทน

เป้าหมายที่แท้จริง ฆ่า DeFi stablecoin เพื่อให้เวอร์ชันส่วนตัวครองตลาด

เป้าหมายที่แท้จริง ฆ่า DeFi stablecoin เพื่อให้เวอร์ชันส่วนตัวครองตลาด
ภาพจาก AI

ถ้ามองภาพรวมของสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพจะชัดขึ้นมาก

ขั้นตอนที่ 1 คือโจมตีสเตเบิลคอยน์สาธารณะว่า “อันตราย” และเรียกร้องให้ถูกควบคุมในระดับเดียวกับธนาคาร ซึ่ง Barnum ทำไปแล้ว

ขั้นตอนที่ 2 คือล็อบบี้ให้กฎหมายกำหนดว่าสเตเบิลคอยน์ต้องออกโดยสถาบันที่มีใบอนุญาตธนาคาร ซึ่งจะทำให้ Tether และ Circle ต้องปรับตัวอย่างหนัก หรืออาจถูกจำกัดการเข้าถึงในบางตลาด

ขั้นตอนที่ 3 คือเปิดตัวสเตเบิลคอยน์ของธนาคารเอง ซึ่ง JPM Coin ทำไปแล้ว และธนาคารอื่น ๆ กำลังตามมา

ผลลัพธ์สุดท้ายที่ Wall Street ต้องการคือ โลกที่สเตเบิลคอยน์ยังคงอยู่ แต่ถูกควบคุมโดยธนาคาร ไม่ใช่โดยโปรโตคอลแบบเปิดที่ใครก็เข้าถึงได้ yield ที่เคยไหลไปสู่ผู้ใช้ DeFi จะถูกดึงกลับมาเป็นกำไรของธนาคาร และคนทั่วไปจะถูกผลักให้กลับไปพึ่งตัวกลางแบบเดิม

ดังที่ Grok ซึ่งเป็น AI ของแพลตฟอร์ม X ได้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งว่า ในขณะที่มีการโจมตีคริปโตว่าช่วยเหลืออาชญากรและหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร JPMorgan เพิ่งยอมจ่ายเงิน 75 ล้านดอลลาร์เพื่อยุติคดีความจากความเชื่อมโยงกับ Jeffrey Epstein สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าใครกันแน่ที่มีประวัติด้านมืด

ผลกระทบต่อเทรดเดอร์ชาวไทยที่ถือ USDT และ USDC

ผลกระทบต่อเทรดเดอร์ชาวไทยที่ถือ USDT และ USDC
ภาพจาก AI

สำหรับเทรดเดอร์คริปโตชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวจากอีกฝั่งโลกที่ไม่เกี่ยวกับเรา ผลลัพธ์ของสงครามสเตเบิลคอยน์ครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่เราใช้เงินในตลาดคริปโต

ถ้าฝ่ายธนาคารชนะ สเตเบิลคอยน์สาธารณะอาจถูกจำกัดอย่างรุนแรง การเข้าถึง DeFi yield ที่หลายคนใช้อยู่ทุกวันอาจหายไป เว็บกระดานเทรดอาจถูกบังคับให้รองรับเฉพาะสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยธนาคารเท่านั้น และเทรดเดอร์ชาวไทยจะต้องพึ่งพาบริการจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าและเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า

ถ้าฝ่ายคริปโตรักษาพื้นที่ได้ สเตเบิลคอยน์สาธารณะจะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ใช้ทั่วไป yield จาก DeFi จะยังเข้าถึงได้ และการแข่งขันระหว่างสเตเบิลคอยน์ของธนาคารกับสเตเบิลคอยน์สาธารณะอาจทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงสำหรับทุกคน

สิ่งที่ควรจับตาคือกฎหมายสเตเบิลคอยน์ที่กำลังถูกร่างในสหรัฐฯ เพราะผลของมันจะกำหนดทิศทางของตลาดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้ชัดเจนมาก JPMorgan ไม่ได้กลัวสเตเบิลคอยน์ พวกเขากลัวสเตเบิลคอยน์ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ต่างหาก

ลองคิดดูง่าย ๆ ถ้าธนาคารเชื่อจริง ๆ ว่าสเตเบิลคอยน์คือ “เครื่องมือเก็งกำไรด้านกฎระเบียบ” ที่อันตราย ทำไมพวกเขาถึงสร้างมันขึ้นมาเอง ทำไมถึงประมวลผลธุรกรรมหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวันผ่านมัน ทำไมถึงร่วมมือกับ BlackRock และ Fidelity ทดสอบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนส่วนตัว

คำตอบเดียวที่สมเหตุสมผลคือ พวกเขาไม่ได้ต้องการ “ควบคุม” สเตเบิลคอยน์ พวกเขาต้องการ “แทนที่” สเตเบิลคอยน์สาธารณะด้วยเวอร์ชันของตัวเอง เป็นกลยุทธ์คลาสสิกที่ Wall Street ใช้มาตลอด นั่นคือรอให้นวัตกรรมใหม่พิสูจน์ตัวเองแล้วก็เข้ามายึด

ผมไม่ได้บอกว่าสเตเบิลคอยน์ไม่ควรถูกกำกับดูแลเลย มันควร แต่การกำกับดูแลไม่ควรถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อให้ธนาคารผูกขาดตลาด ผู้ใช้ทั่วไปควรมีทางเลือก ไม่ใช่ถูกบังคับให้กลับไปพึ่งตัวกลางที่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามประเทศ 5-10% มาก่อน

สำหรับเทรดเดอร์ชาวไทยที่ถือ USDT หรือ USDC อยู่ ผมแนะนำให้ติดตามพัฒนาการของกฎหมายสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เราจะยังสามารถใช้สเตเบิลคอยน์เหล่านี้ได้อย่างอิสระ หรือจะถูกผลักเข้าสู่ระบบที่ธนาคารกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมด

สุดท้ายแล้ว สงครามสเตเบิลคอยน์ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี มันคือเรื่องของอำนาจ และคำถามที่แท้จริงคือ ใครควรเป็นคนควบคุมเงินของคุณ

ภาพจาก AI