bitkub-banner

Tim Draper ย้ำเป้าปีหน้า Bitcoin แตะ $250,000 ชูบทเรียน Mt. Gox หนุนมองบวก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tim Draper ยืนยันคำทำนายเดิมว่า Bitcoin จะพุ่งแตะระดับ $250,000 ภายใน 18 เดือนข้างหน้า โดยมองว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อจะทำให้ดอลลาร์เสื่อมค่าลง 
  • Draper เปิดเผยว่าเขาเริ่มซื้อ BTC ตั้งแต่ราคา $4 แต่เคยสูญเสียเหรียญทั้งหมดไปกับเหตุการณ์ Mt. Gox อย่างไรก็ตาม เขาไม่ยอมแพ้และกลับมาซื้อ Bitcoin อย่างหนัก
  • มุมมองของ Draper เริ่มได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่มากขึ้น เช่น Galaxy Digital ที่มองเป้าหมายเดียวกันในปี 2027

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Tim Draper นักลงทุนชื่อดังแห่งซิลิคอนแวลลีย์ ออกมาตอกย้ำความเชื่อมั่นว่า Bitcoin จะทะยานแตะ $250,000 ภายใน 18 เดือนข้างหน้า พร้อมแชร์ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยบทเรียน ตั้งแต่การถูกโกงเครื่องขุด การสูญเสียเหรียญในวิกฤต Mt. Gox ไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการกวาดซื้อ 30,000 BTC จากการประมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2014 แม้เขาจะยอมรับว่าการคาดการณ์ช่วงหลังอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่าท่ามกลางวิกฤตเงินเฟ้อที่กัดกินเงินดอลลาร์ Bitcoin จะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งที่เริ่มปรับเป้าหมายราคาขึ้นเพื่อรับการเปลี่ยนผ่านของ Bitcoin สู่สินทรัพย์ระดับมหภาคอย่างเต็มตัว

ทิม เดรเปอร์ นักลงทุนชื่อดังแห่งซิลิคอนแวลลีย์ที่เคยลงทุนใน Tesla, SpaceX, Skype ล่าสุดได้ออกมาย้ำคำทำนายของตนเองเมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่าราคา Bitcoin จะพุ่งขึ้นแตะระดับ 250,000 ดอลลาร์ ภายใน 18 เดือนข้างหน้า พร้อมกับเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับประสบการณ์ลงทุนในบิตคอยน์ของเขา

เดรเปอร์ ได้กล่าวบน X ว่าเขาลงทุนใน Bitcoin มาตั้งแต่สมัยที่ราคายังอยู่ที่ $4 ดอลลาร์ แต่จุดเริ่มต้นในวงการคริปโตของเขาเริ่มต้นมาจากคนรู้จักที่ชื่อ Peter Viscenne 

ในอดีต Viscenne ได้ยื่นข้อเสนอที่จะขุด Bitcoin ให้กับเดรเปอร์และได้ทำการสั่งซื้อชิปขุดมาจากบริษัท Butterfly Labs แต่แทนที่บริษัทจะส่งของให้ พวกเขากลับเอาชิปพวกนั้นไปใช้ขุด Bitcoin ของตัวเองก่อน และเมื่อได้รับชิปมา ราคา Bitcoin ก็พุ่งไปเกิน 30 ดอลลาร์แล้ว เขาเลยขุดมาได้เท่าที่จะขุดได้ แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องสูญเสีย Bitcoin ทั้งหมดไปกับ Mt. Gox เมื่อตอนที่พวกเขาทำเงิน “หาย” ไป

เนื่องจากราคา Bitcoin ไม่ได้ร่วงลงไปมาจากข่าวของ Mt.Gox เดรเปอร์จึงทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและพบว่า Bitcoin แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ และมีจุดประสงค์ใช้งานเพื่ออะไร เขาจึงเริ่มความคิดที่จะเป็นเจ้าพ่อ Bitcoin นับตั้งแต่นั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญของเดรเปอร์เกิดขึ้นในการประมูลบิตคอยน์จากคดี Silk Road ในปี 2014 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งสหรัฐฯ เดรเปอร์ได้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการคริปโต ด้วยการชนะประมูลบิตคอยน์ทั้งหมดราว 30,000 BTC ในราคา 632 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดในขณะนั้น เป็นการเหมาซื้อทั้งหมดทั้ง 9 ล็อตที่มีการนำเสนอออกมา

จากนั้นเขาก็ได้ไปออกรายการ Fox Business และอ้างว่า Bitcoin จะมีมูลค่าสูงถึง $10,000 ภายใน 3 ปี ซึ่งเจ้าของรายการได้จ้องมาที่เขาเหมือนกับจะเยาะเย้ยว่า พูดอะไรออกมา และไม่น่าเชิญมาออกรายการเลย แต่สุดท้าย 3 ปีให้หลัง Bitcoin ก็ทะยานขึ้นไป $10,000 ได้จริงๆ 

นับตั้งแต่นั้น เดรเปอร์ยอมรับว่า การคาดการณ์ของเขาไม่ได้แม่นยำเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่เขาก็มีเหตุผลที่เชื่อว่าทำไม Bitcoin จะมีมูลค่าแตะ $250,000 ภายใน 18 เดือนข้างหน้า และยังเชื่อว่า ในอนาคตตัวเลขจะสูงยิ่งขึ้นไปกว่านี้เมื่อ Bitcoin รุ่งเรืองขึ้นในขณะที่เงินดอลลาร์ร่วงลงอย่างหนักจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

วิสัยทัศน์ระยะยาวของเดรเปอร์ ได้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเขาว่า Bitcoin จะยังคงวิวัฒนาการตัวเองต่อไป จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่โลกขาดไม่ได้สำหรับการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับโลกในอนาคต

สถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่งปัจจุบันมีมุมมองที่สอดคล้องกับเดรเปอร์ เช่น Galaxy Digital ที่คาดการณ์ว่าบิตคอยน์จะแตะ 250,000 ดอลลาร์ภายในปลายปี 2027 ในขณะที่ Bernstein ก็ยังคงเป้าหมายราคาไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026

สถาบันเหล่านี้ต่างเชื่อในศักยภาพของบิตคอยน์ว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์จากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนรุนแรง ก้าวไปสู่การเป็น สินทรัพย์ระดับมหภาคที่เติบโตเต็มที่ และกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเทียบชั้นกับทองคำได้ในท้ายที่สุด


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวของ Tim Draper ไม่ใช่แค่เรื่องของคนโชคดีที่มีโอกาสซื้อ Bitcoin ในตอนที่ราคายังถูก แต่เป็นเรื่องราวของคนที่เข้าใจถึงแก่นแท้ของ Bitcoin อย่างปรุโปร่ง ต่อให้จะสูญเสียทรัพย์สินเพราะ Mt.Gox แต่ความเข้าใจนี้เองจึงทำให้เขาสามารถกลับมาเฉิดฉายในวงการได้ นั่นจึงทำให้การลงทุนของเขาไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่เป็นการอ่านอนาคตของความเป็นไปได้ต่างหาก