สรุปข่าว
- รายงานเปิดเผยว่า นักลงทุนคริปโตชาวอเมริกัน 92.5% ไม่ได้มีการรายงานภาษีคริปโต โดยมีผู้ใช้งานทั่วโลกเพียง 1.76% เท่านั้นที่มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
- ผู้ที่รายงานภาษีคริปโตส่วนใหญ่เป็นนักเทรดมือสมัครเล่นที่ลงทุนตามกระแส ในขณะที่นักลงทุนระดับรายใหญ่กลับไม่ค่อยปรากฏในฐานข้อมูลยื่นภาษี
- สหรัฐฯ บังคับใช้ฟอร์ม 1099-DA ให้กระดานเทรดส่งข้อมูลตรงให้รัฐ ขณะที่ยุโรปเตรียมใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามชาติอัตโนมัติภายในปี 2027
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
งานวิจัยจากกรมสรรพากรสหรัฐฯ และข้อมูลระดับโลกชี้ให้เห็นถึงปัญหาการเลี่ยงภาษีคริปโตครั้งใหญ่ โดยพบว่าชาวอเมริกันถึง 92.5% และผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 98% ไม่ได้รายงานรายได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลให้รัฐทราบ ซึ่งสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเฉพาะในสหรัฐฯ สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี อย่างไรก็ตาม ยุคแห่งการซ่อนเร้นรายได้กำลังจะสิ้นสุดลง เนื่องจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีทั่วโลกกำลังจับมือกันยกระดับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งการบังคับให้กระดานเทรดส่งข้อมูลตรงให้สรรพากร และการเตรียมใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามชาติอัตโนมัติซึ่งจะทำให้นักลงทุนไม่สามารถใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีได้อีกต่อไป
งานวิจัยของกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ในหัวข้อ “ใครรายงานคริปโตเคอร์เรนซีต่อ IRS?” ซึ่งวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีกว่า 1,300 ล้านฉบับระหว่างปี 2013-2021 เผยให้เห็นสถิติที่น่าตกใจว่า 92.5% ของผู้ลงทุนคริปโตชาวอเมริกันไม่ได้รายงานการขายคริปโตให้หน่วยงานรับทราบ
รายงานระบุว่า มีประชากรเพียง 17.4 ล้านคน หรือราว 6.5% เท่านั้นที่ทำการรายงานในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนไปในปี 2019 เมื่อ IRS ได้เพิ่มช่องสำหรับติ๊กเครื่องหมายเกี่ยวกับสกุลเงินเสมือนลงในแบบฟอร์มภาษี ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยื่นภาษีด้วยตนเอง หันมารายงานภาษีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ในปี 2021 จะมียอดการยื่นภาษีคริปโตเพิ่มเป็น 6.5 ล้านฉบับ แต่งานสำรวจอิสระประเมินว่า มีชาวอเมริกันถือครองคริปโตมากถึง 31-54 ล้านคน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีคนอีกจำนวนมหาศาลที่หลุดรอดระบบไป สอดคล้องกับที่ทีมวิเคราะห์จาก Barclays ประเมินว่านักลงทุนจ่ายภาษีคริปโตน้อยกว่าที่ควรจะเป็นถึงครึ่งหนึ่ง
พฤติกรรมผู้ที่ยื่นภาษีคริปโต
เมื่อเจาะลึกลงไปถึงกลุ่มคนที่ทำการยื่นภาษีคริปโต งานวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่มักเป็นคนรุ่นใหม่ โดยมีอายุเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 34 ปี ในปี 2021 และมีรายได้ทางอื่นที่ต้องเสียภาษีน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของประชากรทั่วไป
นอกจากนี้ พฤติกรรมการเทรดของคนกลุ่มนี้มักมีลักษณะเป็นนักเทรดมือสมัครเล่นหรือนักลงทุนรายย่อย ที่เน้นการลงทุนตามกระแส และไม่ได้มีการวางแผนภาษีเกี่ยวกับการถือครองสินทรัพย์ระยะยาว สรุปคือฐานข้อมูลภาษีของ IRS เต็มไปด้วยนักลงทุนรายย่อยที่แสดงตัว ในขณะที่นักลงทุนระดับสถาบันหรือรายใหญ่กลับเงียบหายและไม่ค่อยปรากฏตัวในระบบ
ความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อรัฐ
ผลกระทบจากการหลีกเลี่ยงไม่ยื่นภาษีคริปโตนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับ IRS สูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของช่องว่างทางภาษีรวมของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 688,000 ล้านดอลลาร์ และปัญหานี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เพราะยิ่งตลาดคริปโตเติบโตมากเท่าไร ปริมาณธุรกรรมบนบล็อกเชนก็ยิ่งทิ้งห่างตัวเลขที่มีการรายงานต่อสรรพากรมากขึ้นเท่านั้น ย้ำให้เห็นว่า ธุรกรรมคริปโตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสถานะล่องหนสำหรับหน่วยงานรัฐ
สถานการณ์การหลบเลี่ยงภาษีทั่วโลก
ปัญหาการหนีภาษีคริปโตไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสหรัฐฯ แต่เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วโลก ข้อมูลจากรายงาน Divly Global Cryptocurrency Taxation Report 2026 ระบุว่า จากจำนวนผู้ใช้งานคริปโต 301 ล้านคนทั่วโลก มีเพียง 1.76% หรือประมาณ 5.3 ล้านคนเท่านั้นที่รายงานภาษีอย่างถูกต้อง
โดยประเทศที่มีสัดส่วนการยื่นภาษีคริปโตมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น ที่ 19.78% รองลงมาคือ นอร์เวย์ ที่ 14.63% ในขณะที่สหรัฐฯ มีเพียง 5.13% ส่วนประเทศที่ตามหลังอย่างฟิลิปปินส์และโปรตุเกสมีตัวเลขเพียง 0.02% และ 0.05% ตามลำดับ ทั้งนี้ ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Coinbase ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหนึ่งอาจมาจากความไม่รู้ เนื่องจากผู้ใช้งานบางส่วนยังไม่ทราบว่าการขายคริปโตถือเป็นรายได้ที่จำเป็นต้องนำไปยื่นภาษี
หมดยุคสวรรค์ของนักหนีภาษี
อย่างไรก็ตาม สวรรค์ของนักหนีภาษีกำลังจะจบลง เมื่อรัฐบาลและหน่วยงานสรรพากรทั่วโลกเริ่มยกระดับการตรวจสอบอย่างเด็ดขาด สำหรับสหรัฐฯ IRS ได้เริ่มบังคับใช้กฎใหม่ผ่านแบบฟอร์ม 1099-DA ซึ่งกำหนดให้กระดานเทรดต้องรายงานข้อมูลยอดขายคริปโตของลูกค้าส่งตรงไปยัง IRS ตั้งแต่ปีภาษีปัจจุบัน โดยมีบทลงโทษตั้งแต่ค่าปรับทางแพ่งไปจนถึงคดีอาญา
ในระดับสากล กรอบการทำงานของ OECD และระเบียบ DAC8 ของสหภาพยุโรป จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามชาติโดยอัตโนมัติระหว่างกว่า 40 ประเทศ ภายในปี 2027 นอกจากนี้ สรรพากรอังกฤษได้เริ่มส่งจดหมายเตือนผู้ถือคริปโตแล้วหลายพันราย ขณะที่ญี่ปุ่น นอร์เวย์ และเยอรมนี ก็ดึงข้อมูลจากกระดานเทรดในประเทศมาตรวจสอบอย่างจริงจัง ทำให้นักลงทุนคริปโตทั่วโลกจะต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่สามารถปกปิดข้อมูลได้อีกต่อไป
ที่มา : ourcryptotalk
มุมมองผู้เขียน : ในอนาคต นักลงทุนคริปโตจำเป็นต้องเปลี่ยนชุดความคิดจากการตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรถึงจะซ่อนเงินได้ มาเป็น ทำอย่างไรถึงจะวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด คงจะดีกว่าเพราะในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การพยายามหลบเลี่ยงภาษีคริปโตจะมีต้นทุนความเสี่ยงทางกฎหมายที่สูงกว่าผลกำไรที่ได้มาอย่างแน่นอน
