bitkub-banner

สหรัฐฯ แซงก์ชั่น 518 ที่อยู่ Bitcoin มูลค่ารวมกว่า $707 ล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัย Galaxy Digital เปิดเผยข้อมูลบน X ว่าสหรัฐฯ ได้แซงก์ชั่นที่อยู่ Bitcoin รวมทั้งสิ้น 518 แห่ง สะสมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
  • ที่อยู่เหล่านี้ยังคงถือ BTC รวมกันอยู่ 9,306 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ $707 ล้าน โดยมียอดรับเข้ารวมตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมากว่า 249,014 BTC และโอนออกไปแล้ว 239,708 BTC
  • การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ตอกย้ำคำถามเรื่องประสิทธิภาพการบังคับใช้มาตรการแซงก์ชั่นต่อสินทรัพย์คริปโต เนื่องจากบล็อกเชนไม่มีตัวกลาง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่าภาครัฐสหรัฐฯ มีขีดความสามารถในการติดตามและแซงก์ชั่นที่อยู่คริปโตอยู่จริง ซึ่งอาจกดดันจิตวิทยาตลาดในแง่กังวลด้านการกำกับดูแล แม้ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นจะยังจำกัด เพราะนี่คือการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง ไม่ใช่การแซงก์ชั่นใหม่

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2569 Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Digital ได้เผยแพร่ข้อมูลบน X ตามรายงานจาก Cointelegraph ระบุว่าสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) ได้แซงก์ชั่นที่อยู่ Bitcoin ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 518 แห่งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยที่น่าสนใจคือที่อยู่เหล่านี้ยังคงถือ Bitcoin รวมกันอยู่ถึง 9,306 BTC หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ $707 ล้านที่ราคาปัจจุบัน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างที่น่าตั้งคำถามระหว่างคำสั่งแซงก์ชั่นกับความสามารถในการควบคุมสินทรัพย์บนบล็อกเชนของจริง ขณะที่ Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่ที่ $75,702 ลดลง 2.18% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาพหน้าจอแดชบอร์ดแสดงข้อมูลสถิติของที่อยู่ Bitcoin ที่ถูก OFAC SDN คว่ำบาตร โดยระบุจำนวนที่อยู่ 518 แห่ง, ยอด Bitcoin สุทธิที่ถือครอง 9,306.26 BTC, ยอดรวมที่ได้รับ 249,014.44 BTC และยอดรวมที่ส่งไปแล้ว 239,708.19 BTC
ภาพหน้าจอแดชบอร์ดแสดงข้อมูลสถิติของที่อยู่ Bitcoin ที่ถูก OFAC SDN คว่ำบาตร โดยระบุจำนวนที่อยู่ 518 แห่ง, ยอด Bitcoin สุทธิที่ถือครอง 9,306.26 BTC, ยอดรวมที่ได้รับ 249,014.44 BTC และยอดรวมที่ส่งไปแล้ว 239,708.19 BTC (ภาพจาก: @Cointelegraph)

OFAC แซงก์ชั่น Bitcoin ตั้งแต่เมื่อไหร่และทำได้มากแค่ไหน

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศสหรัฐฯ (OFAC) เริ่มนำที่อยู่คริปโตเข้าสู่บัญชีรายชื่อ Specially Designated Nationals and Blocked Persons (SDN List) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2561 โดยเป้าหมายแรกคือบุคคลสองรายในอิหร่านที่ถูกกล่าวหาว่าแปลงสกุลเงินคริปโตจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่รู้จักกันในชื่อ SamSam ให้เป็นเงินสกุลอื่น มัลแวร์ดังกล่าวระบาดมาตั้งแต่ปี 2558 และโจมตีทั้งองค์กรเอกชน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐบาล

ข้อมูลจาก Alex Thorn แสดงให้เห็นว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่อยู่ที่ถูกแซงก์ชั่นทั้ง 518 แห่ง มียอดรับ Bitcoin รวมกันถึง 249,014 BTC และโอนออกไปแล้ว 239,708 BTC เหลือสุทธิอยู่ที่ 9,306 BTC ตัวเลขนี้บอกว่าเงินไหลเวียนผ่านที่อยู่เหล่านี้มามากมาย และยังมีมูลค่าค้างอยู่ไม่น้อย OFAC บังคับใช้มาตรการแซงก์ชั่นด้วยการกำหนดให้สถาบันการเงินและกระดานเทรดที่อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ต้องบล็อกการทำธุรกรรมกับที่อยู่เหล่านี้ และรายงานให้ทางการทราบ

ทำไมยังมี BTC $707 ล้านค้างอยู่ในที่อยู่ที่โดนแซงก์ชั่น

นี่คือหัวใจของคำถามที่ทำให้ข้อมูลชุดนี้น่าสนใจ Bitcoin ทำงานบนบล็อกเชนที่ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครสามารถ “อายัด” หรือ “ยึด” เหรียญในกระเป๋าที่ไม่มีผู้ดูแลส่วนกลาง (non-custodial wallet) ได้โดยตรง สิ่งที่ OFAC ทำได้คือห้ามคนและองค์กรที่อยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับที่อยู่เหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าถ้าผู้ถือ BTC ในกระเป๋าเหล่านั้นพยายามนำเหรียญไปแลกบนกระดานเทรดที่ต้องปฏิบัติตามกฎสหรัฐฯ ก็จะถูกบล็อก แต่หากใช้ช่องทางอื่นที่อยู่นอกเขตอำนาจสหรัฐฯ เหรียญก็ยังคงเคลื่อนไหวได้อยู่

การที่ยังมี BTC มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์คงอยู่ในที่อยู่ที่ถูกแซงก์ชั่น อาจหมายความได้หลายอย่าง ทั้งเจ้าของที่อยู่อาจสูญเสียการเข้าถึง คีย์ส่วนตัวสูญหาย หรืออาจกำลังรอโอกาสที่จะนำเหรียญออกผ่านช่องทางที่หลีกเลี่ยงกฎสหรัฐฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าการบังคับใช้มาตรการแซงก์ชั่นในโลกคริปโตยังมีข้อจำกัดพื้นฐานที่ต่างจากการอายัดบัญชีธนาคารทั่วไปอย่างมาก


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อมูลชุดนี้น่าสนใจมากในแง่ที่สะท้อนความขัดแย้งพื้นฐานระหว่างโครงสร้างของบล็อกเชนกับกลไกการบังคับใช้กฎหมายแบบดั้งเดิม แซงก์ชั่นทำงานได้ดีในระบบที่มีตัวกลาง แต่กับคริปโตมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก สิ่งที่ควรจับตาคือทิศทางของ OFAC ในอนาคตว่าจะพัฒนาเครื่องมือหรือความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปิดช่องว่างนี้หรือไม่ เพราะถ้าสหรัฐฯ ยิ่งกดดันหนักขึ้น กระดานเทรดและสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ BTC ก็จะต้องยิ่งระวังมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องในระยะยาวได้

ที่มา: @Cointelegraph

ภาพจาก AI