bitkub-banner

หัวหน้าฝ่ายวิจัย Galaxy ชี้วัฏจักร Bitcoin หลัง Halving รอบนี้ อ่อนแอสุดในประวัติศาสตร์

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Galaxy เปิดเผยข้อมูลเชิงเปรียบเทียบพบว่าวัฏจักร Bitcoin หลังปรากฏการณ์ Halving ปี 2024 ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกรอบที่ผ่านมา โดยราคาพุ่งขึ้นเพียง 97% เท่านั้น สวนทางกับรอบปี 2012 ที่เคยพุ่งสูงถึง 9,294%
  • ตัวเลขความผันผวนของราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 9.64% ในปี 2020 เหลือเพียง 1.75% ในปัจจุบัน สะท้อนว่า บิทคอยน์เริ่มเปลี่ยนสภาพจากสินทรัพย์เก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูงไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสถียรมากขึ้น
  • นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สาเหตุที่รอบนี้ดูอ่อนแรง เป็นเพราะราคาถูกดึงขึ้นไปสูงล่วงหน้าก่อนเกิด Halving จากกระแสการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ แต่ในแง่ดีคือตลาดหมีรอบนี้ไม่รุนแรงเท่าอดีต โดยมีการปรับฐานเพียง 50% เทียบกับสมัยก่อนที่มักร่วงหนักถึง 80-90%

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

แม้ผลตอบแทนในเชิงเปอร์เซ็นต์จะดูน้อยลงจนน่าใจหายสำหรับนักลงทุนสายซิ่ง แต่การที่ความผันผวนลดลง และตลาดหมีไม่รุนแรงเท่าเดิมแสดงถึง “วุฒิภาวะ” ของสินทรัพย์ที่เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 

ตลาดกำลังปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยสถาบันการเงินมากขึ้น ราคาอาจไม่ได้พุ่งทะยานแบบก้าวกระโดดเหมือนทศวรรษก่อน แต่จะเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปและมั่นคงในระยะยาว

Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy ออกมาจุดประเด็นร้อนในวงการคริปโตหลังโพสต์ข้อความวิเคราะห์ ลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา 

โดยนำข้อมูลราคา Bitcoin หลังการเกิด Halving ในปี 2024 มาเปรียบเทียบกับสถิติในอดีตทั้ง 3 รอบ ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าตกใจ เพราะวัฏจักรรอบปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงพละกำลังที่อ่อนแสงลงอย่างชัดเจน ราคาบิทคอยน์รอบนี้ขยับจากประมาณ 63,000 ดอลลาร์ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเติบโตเพียง 97% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของเหรียญคริปโตอันดับหนึ่งของโลกตัวนี้

สถิติที่เปลี่ยนไป กำไรน้อยลงแต่เสถียรภาพเพิ่มขึ้น

หากย้อนกลับไปดูตัวเลขในอดีต จะพบความแตกต่างอย่างมหาศาล ใน Halving ปี 2012 ราคา Bitcoin เคยทะยานขึ้นไปถึง 9,294% ส่วนปี 2016 ให้ผลตอบแทนสูงถึง 2,950% ในขณะที่ปี 2020 ก็ยังให้ผลตอบแทนสูงที่ 761% 

ข้อมูลความผันผวนย้อนหลัง 30 วันยิ่งตอกย้ำภาพนี้ชัดเจนขึ้น โดยในปี 2020 ค่าความผันผวนเคยพุ่งสูงเกือบ 10% แต่ปัจจุบันกลับนิ่งลง เหลือเพียง 1.75% เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Halving อาจไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนราคาให้พุ่งทะยานแบบบ้าคลั่งได้เหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว

กองทุน ETF ตัวแปรสำคัญที่ทำราคา Bitcoin พุ่งล่วงหน้า

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า สาเหตุที่ผลตอบแทนหลังการ Halving รอบนี้ดูไม่หวือหวา เป็นเพราะราคา Bitcoin ถูกผลักดันขึ้นไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยในช่วงเดือนมีนาคม 2024 ราคาบิทคอยน์พุ่งทะลุ 70,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว ก่อนถึงวัน Halving ในเดือนเมษายน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่ดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ตลาดล่วงหน้า ส่งผลให้แรงส่งหลังจากเกิดปรากฏการณ์ Halving จริงๆ ดูลดน้อยลงไป เนื่องจากความต้องการส่วนใหญ่ถูกตอบสนองไปแล้วตั้งแต่วงจรแรก

ตลาดหมีใจดีขึ้น

Zack Wainwright นักวิเคราะห์จาก Fidelity Digital Assets ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าแม้กำไรจะลดลง แต่ความเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักก็ลดลงเช่นกัน 

ซึ่งในอดีต ตลาดหมีอาจทำให้ราคา Bitcoin ลดลงไปกว่า 80-90% แต่รอบปัจจุบันราคา Bitcoin จาก 126,000 ดอลลาร์ ได้ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 60,000 ดอลลาร์ โดยมูลค่าหายไปเพียง 50% เท่านั้น 

สอดคล้องกับความเห็นของ Jan van Eck ซีอีโอของ VanEck ที่มองว่า Bitcoin อาจใกล้จุดต่ำสุดแล้ว และคาดว่าราคา Bitcoin จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2026 

ปัจจุบันราคาบิทคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 74,703 ดอลลาร์ ราคาเพิ่มขึ้น 5.14 % ภายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มา : coinmarketcap


มุมมองผู้เขียน : บิทคอยน์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเป็น “สินทรัพย์ชั้นนำ” อย่างเต็มตัว ใครที่หวังจะได้กำไรเป็นร้อยเท่าเหมือนสมัยสิบปีก่อนอาจจะต้องยอมรับความจริงว่ามันยากขึ้น เพราะเมื่อมูลค่าตลาดใหญ่ระดับนี้ การจะลากราคาให้พุ่งแรงต้องใช้เงินมหาศาลกว่าเดิม แต่สิ่งที่แลกมาคือ ความอุ่นใจที่เราไม่ต้องเห็นพอร์ตร่วงหายไป 90% ในวันเดียวเหมือนเมื่อก่อน