สรุปบทความ
- Jamie Dimon ยอมรับต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกว่าบล็อกเชนและสเตเบิลคอยน์เป็น “คู่แข่งรายใหม่” ของ JPMorgan พลิกท่าทีจากที่เคยเรียก Bitcoin ว่า “หลอกลวง”
- ธนาคารใหญ่สร้างบล็อกเชนของตัวเอง Kinexys, Citi Token, HSBC Orion, GS DAP ทั้งหมดเป็น permissioned chain ที่ตัดคุณสมบัติกระจายอำนาจทิ้ง เหลือแค่การโอนเร็ว
- CLARITY Act และ GENIUS Act อาจเปิดทางให้ธนาคารครองสมรภูมิสเตเบิลคอยน์ 3 ล้านล้านดอลลาร์ บีบให้โปรเจกต์ DeFi เล็กหายไปจากตลาดสหรัฐฯ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา BEARISH
เป็นสัญญาณลบต่อระบบนิเวศคริปโตสาธารณะในระยะยาว เพราะธนาคารใหญ่กำลังสร้างคู่แข่งโดยตรงในรูปแบบ permissioned chain ที่ใช้ความสัมพันธ์กับลูกค้าองค์กรบีบให้บล็อกเชนสาธารณะถูกกลืนหายไป โดยเฉพาะในภาคการเงินและการชำระเงินข้ามประเทศที่เป็นการใช้งานหลักของ stablecoin
ชายคนเดียวกับที่เคยด่า Bitcoin ว่าเป็น “การหลอกลวง” ขู่จะไล่พนักงานที่เทรดคริปโต และบอกว่ามันเหมาะกับพวกค้ายาเสพติดเท่านั้น วันนี้กำลังสร้างเครือข่ายโทเคนไนซ์ของตัวเองภายใต้ชื่อ Kinexys พร้อมกับยอมรับต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกว่า บล็อกเชนและสเตเบิลคอยน์คือ “คู่แข่งรายใหม่” ของ JPMorgan
คำถามคือ ชุมชนคริปโตควรดีใจไหมที่ Jamie Dimon “ยอมแพ้”? คำตอบของผมคือ ไม่ และนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่สุดที่เทรดเดอร์ไทยกำลังอ่านผิดในรอบสิบปี เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยอมแพ้ มันคือแผนเข้าซื้อกิจการแบบไม่เป็นมิตร (hostile takeover) ที่ Wall Street วางไว้เพื่อฆ่าบล็อกเชนสาธารณะด้วยการทำให้มัน “ไม่จำเป็นอีกต่อไป”
จากคำว่า “หลอกลวง” สู่ “คู่แข่งรายใหม่” ทำไมถึงเปลี่ยนท่า

ย้อนกลับไปปี 2017 Jamie Dimon บอกว่า Bitcoin เป็น “fraud” และจะไล่พนักงานที่เทรดออกทันที ปี 2021 เขาบอกว่ามันไร้ค่า ปี 2023 ในศึก Senate Hearing เขายังบอกว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะสั่งแบนคริปโตไปเลย แต่วันนี้ JPMorgan เพิ่งเปิดตัว Kinexys แพลตฟอร์มโทเคนไนซ์ของตัวเองที่ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ และ Dimon เองก็ออกมาพูดในงานประชุมผู้ถือหุ้นว่า “เราต้องยอมรับว่าบล็อกเชน สเตเบิลคอยน์ และสินทรัพย์โทเคนไนซ์เป็นคู่แข่งรายใหม่ที่เราต้องเข้าไปเล่น”
นี่คือการเปลี่ยนสถานะของคริปโตจาก “ของเล่น” เป็น “หมวดหมู่” (category) ในคำพูดของ Dimon เอง แต่คำถามสำคัญคือ ทำไมคนที่เกลียดคริปโตที่สุดในโลกการเงินถึงยอมลงมาเล่นในสนามนี้? คำตอบไม่ใช่เพราะเขาเปลี่ยนใจ แต่เพราะเขาเห็นแล้วว่าถ้าไม่เล่น ธุรกิจหลักของ JPMorgan จะถูกกินจากด้านล่าง
ธุรกิจ Payment Rails และ Settlement ของธนาคารใหญ่ทั่วโลกทำรายได้รวมกันปีละกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อ USDC และ USDT สามารถโอนข้ามประเทศได้ใน 3 วินาที ค่าธรรมเนียมไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์ ในขณะที่ SWIFT ของธนาคารใช้เวลา 3-5 วันและคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 25-50 ดอลลาร์ต่อธุรกรรม เห็นได้ชัดว่าใครจะแพ้ในเกมนี้ถ้าปล่อยไว้
Kinexys, Citi Token, HSBC Orion แผนสร้างสวนกั้นรั้วของ Wall Street

สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยต้องเข้าใจคือ ธนาคารใหญ่ไม่ได้สร้างแอปพลิเคชันบน Ethereum หรือ Solana พวกเขากำลังสร้างบล็อกเชนของตัวเองที่เป็น permissioned chain หมายความว่าต้องขออนุญาตเข้าใช้ และทุก node ถูกควบคุมโดยธนาคาร
- JPMorgan Kinexys (เดิมชื่อ Onyx) ประมวลผลไปแล้วกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ มีลูกค้าเป็นสถาบันการเงินใหญ่ระดับโลก
- Citi Token Services เปิดให้ลูกค้าองค์กรโอนเงินข้ามประเทศแบบ 24/7 ด้วยสเตเบิลคอยน์ภายในของ Citi เอง
- HSBC Orion แพลตฟอร์มออกพันธบัตรในรูปแบบโทเคนสำหรับธนาคารกลางและหน่วยงานรัฐ
- Goldman Sachs GS DAP สร้างขึ้นเพื่อออกสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับลูกค้าสถาบัน
สังเกตอะไรไหมครับ? ทุกแพลตฟอร์มเป็น closed system ของใครของมัน ไม่มีอันไหนรันบน Ethereum mainnet ไม่มีอันไหนใช้ USDC หรือ USDT ไม่มีอันไหนเปิดให้นักพัฒนาอิสระเข้าไปสร้างแอปได้ นี่ไม่ใช่การ “รับคริปโตเข้าระบบ” มันคือการคัดลอกแนวคิดบล็อกเชนแล้วตัดส่วนที่เป็น “การกระจายอำนาจ” ทิ้ง เหลือไว้แค่ “การโอนเร็ว” เพื่อปกป้องธุรกิจของตัวเอง
Baddochen junior ผู้ใช้งาน X ชี้ประเด็นนี้ได้ตรงที่สุดว่า “สถาบันไม่ได้เข้ามาครอบงำคริปโต พวกเขาแค่กำลังสร้าง TradFi ขึ้นใหม่บน on-chain BlackRock และ JPMorgan ไม่ได้สร้างนวัตกรรม พวกเขากำลังย้ายระบบเดิมเข้ามาเท่านั้น งานคริปโตแท้ ๆ ที่เป็น permissionless เป็นกลาง และต้านการเซ็นเซอร์ ไม่เคยต้องการพวกเขา นี่ไม่ใช่การขับไล่ แต่คือการแยกทาง”
CLARITY Act กุญแจที่เปิดประตูให้ธนาคารเข้าฆ่าคริปโตสาธารณะ

นักวิเคราะห์ของ JPMorgan เพิ่งออกมาบอกว่ากฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ “ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว” เหลือเพียง 2-3 ประเด็นสำคัญเท่านั้นที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทั้งเรื่องการแบ่งอำนาจระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) กับ CFTC เรื่อง DeFi และเรื่องสเตเบิลคอยน์ Doric Network รายงานว่านี่เป็นสัญญาณว่ากรอบกฎหมายคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ความชัดเจนที่รอคอยมานาน
ฟังดูเป็นข่าวดีใช่ไหมครับ? ใช่ครับ ดีสำหรับธนาคาร แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับบล็อกเชนสาธารณะ เพราะ CLARITY Act ในรูปแบบที่ถูกผลักดันตอนนี้ มีข้อกำหนดที่ทำให้โทเคนที่ไม่ “เพียงพอแบบกระจายอำนาจ” (sufficiently decentralized) ต้องขึ้นทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งแปลว่าต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายจะสูงมากจนโปรเจกต์เล็กทำไม่ไหว
ในขณะเดียวกัน ธนาคารที่มีทีมทนายหลายร้อยคนและทุนสำรองหลายหมื่นล้านดอลลาร์ สามารถสร้าง permissioned chain ของตัวเองที่ “ปฏิบัติตามกฎหมายเต็มรูปแบบ” ออกสเตเบิลคอยน์ได้ภายใต้ GENIUS Act และเสนอบริการที่ “ปลอดภัยกว่า เชื่อถือได้กว่า” ให้ลูกค้าองค์กร นี่คือสนามที่ออกแบบมาให้คนที่มีต้นทุนสูงสุดชนะ ไม่ใช่คนที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด
Matt Whitlock ก็ออกมาเตือนว่า “Jamie Dimon และธนาคารใหญ่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อฆ่าคริปโต เพราะมันหมายความว่าพวกเขาจะมีอำนาจควบคุมน้อยลง” คำถามคือ พวกเขาจะฆ่าด้วยวิธีไหน ถ้าไม่ใช่การแบน ก็ต้องเป็นการกลืน และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเราโดยที่ชุมชนคริปโตยังคิดว่านี่คือ “การยอมรับจากสถาบัน”
สมรภูมิสเตเบิลคอยน์ ใครจะกินส่วนแบ่ง 3 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดสเตเบิลคอยน์ปัจจุบันมีมูลค่ารวมราว 2.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่การคาดการณ์ของ Citi, Standard Chartered และ Bernstein ชี้ตรงกันว่าภายใน 5 ปีจะโตไปถึง 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ คำถามคือเงินก้อนนี้จะไหลเข้าใคร
ตอนนี้ Tether (USDT) และ Circle (USDC) ครองตลาดรวมกันกว่า 85% แต่ถ้า GENIUS Act ผ่านในรูปแบบที่ธนาคารล็อบบี้อยู่ ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จะต้องเป็นธนาคารที่มีใบอนุญาตเท่านั้น หรืออย่างน้อยต้องมีเงินสำรอง 1 ต่อ 1 แบบที่ต้องเก็บในธนาคารจดทะเบียน นี่คือสนามที่ JPM Coin, Citi Token และสเตเบิลคอยน์ของธนาคารใหญ่จะเข้ามาแข่งโดยตรง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ธนาคารมีสิ่งที่ Tether และ Circle ไม่มี นั่นคือลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่หลายล้านราย ที่พวกเขาเก็บเงินฝากไว้อยู่แล้วรวมกันกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก ถ้า JPMorgan บอกลูกค้าองค์กรของตัวเองว่า “ใช้ JPM Coin สิ เร็วกว่าสเตเบิลคอยน์สาธารณะ ปลอดภัยกว่า และอยู่ในระบบธนาคารของคุณอยู่แล้ว” จะมี CFO บริษัทไหนกล้าปฏิเสธ
Tokenization of Everything คำขวัญใหม่ที่แอบฆ่า DeFi

Larry Fink ซีอีโอ BlackRock พูดในจดหมายผู้ถือหุ้นปี 2024 ว่า “ทุกสินทรัพย์จะถูกโทเคนไนซ์” ตั้งแต่หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงงานศิลปะ ฟังดูเหมือนชัยชนะของบล็อกเชน แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
BlackRock BUIDL กองทุน Money Market ในรูปแบบโทเคนที่ใหญ่ที่สุดในโลก รันบน Ethereum จริง แต่ออกผ่าน Securitize ที่เป็น permissioned issuer ซื้อขายได้เฉพาะ wallet ที่ผ่าน KYC แล้วเท่านั้น ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถซื้อบน Uniswap ได้ ไม่สามารถนำไปค้ำประกันบน Aave ได้ มันเป็นสินทรัพย์โทเคนไนซ์ที่ตายในสายตาของ DeFi
นี่คือรูปแบบที่ Wall Street ต้องการ หุ้น พันธบัตร และผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ในรูปแบบโทเคนที่ซื้อขายในสวนกั้นรั้วของธนาคาร โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแต่ตัดคุณสมบัติสำคัญที่สุดของบล็อกเชนทิ้ง นั่นคือการเข้าถึงได้อย่างไม่ต้องขออนุญาต (permissionless access) และความสามารถในการประกอบเข้ากันได้ (composability) ระหว่างโปรโตคอล
เมื่อหุ้น Apple ในรูปแบบโทเคนของ JPMorgan ไม่สามารถนำไปใช้ในโปรโตคอล DeFi ใดได้เลย นอกจากในระบบของ JPMorgan เอง มันก็แค่หุ้น Apple ที่มีการตั้งชื่อใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเพิ่มเติม นอกจาก JPMorgan เก็บค่าธรรมเนียมได้มากขึ้นจากการที่ตัวเองเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของธุรกรรม
เทรดเดอร์ไทยกำลังเชียร์คนที่จะมากลืนพวกเขา

ทุกครั้งที่มีข่าว “BlackRock ซื้อ Bitcoin เพิ่ม” หรือ “JPMorgan ขยาย Kinexys” ชุมชนคริปโตไทยใน X และ Telegram จะพร้อมใจกันเขียน “Bullish ครับ” “Adoption แล้ว” “ถึงรอบพุ่งจริง ๆ แล้วสิ” ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การที่สถาบันเข้ามาซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลคือสัญญาณที่ทำให้ราคาพุ่ง
แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ไม่เหมือนเดิม Wall Street ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของระบบคริปโต พวกเขาเข้ามาเพื่อ “ทำสำเนา” ระบบคริปโตในรูปแบบที่ตัวเองควบคุมได้ และใช้เงินทุน อำนาจทางกฎหมาย และความสัมพันธ์กับลูกค้าองค์กร ไล่บล็อกเชนสาธารณะออกจากการใช้งานหลักที่สำคัญที่สุด นั่นคือการใช้งานในภาคการเงิน
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าคุณเป็นบริษัทไทยที่ต้องการชำระเงินข้ามประเทศเป็นดอลลาร์ดิจิทัล คุณจะเลือกอะไร? USDC บน Ethereum ที่ต้องเปิดบัญชี exchange เอง ต้องดูแล private key เอง มีความเสี่ยงถูกระงับจาก Circle? หรือ JPM Coin ที่เชื่อมตรงกับบัญชีธนาคารของคุณอยู่แล้ว มีทีม compliance ของ JPMorgan ดูแลให้ และ CFO ของคุณรู้สึกสบายใจเวลาต้องรายงานคณะกรรมการ?
คำตอบชัดเจนครับ และนี่คือสิ่งที่ Dimon เห็นมาตั้งนานแล้ว
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าการเปลี่ยนท่าทีของ Jamie Dimon ครั้งนี้ไม่ใช่ข่าวดีอย่างที่หลายคนคิด และชุมชนคริปโตไทยกำลังอ่านสถานการณ์ผิดอย่างร้ายแรง เมื่อคนที่เคยด่าคริปโตเป็น “การหลอกลวง” กลับมายอมรับว่ามันเป็น “คู่แข่ง” คำถามที่ต้องถามไม่ใช่ “เขาเปลี่ยนใจหรือยัง” แต่เป็น “เขาวางแผนจะกลืนเรายังไง”
ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin หรือ Ethereum จะตาย เพราะทั้งสองตัวนี้มีคุณค่าที่ทำสำเนาไม่ได้ คือการเป็น digital gold และ smart contract platform ที่เปิดกว้างจริง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือชั้นแอปพลิเคชัน DeFi โปรโตคอล stablecoin สาธารณะ และโปรเจกต์ tokenization ของสินทรัพย์จริงที่ทำโดยทีมเล็ก ๆ พวกนี้จะถูกกลืนก่อน เพราะมันคือสมรภูมิที่ทุนหนา กฎหมายแข็งแรง และความสัมพันธ์กับลูกค้าองค์กรสำคัญที่สุด
สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยควรทำคืออย่าเพิ่งดีใจเมื่อเห็นข่าว “institutional adoption” โดยไม่ดูรายละเอียด ถ้าสถาบันซื้อ Bitcoin spot ETF นั่นเป็นบวกจริง เพราะเงินไหลเข้าสินทรัพย์หลักของเครือข่าย แต่ถ้าสถาบันสร้างบล็อกเชนของตัวเอง ออกสเตเบิลคอยน์ของตัวเอง และโทเคนไนซ์หุ้นของตัวเอง นั่นคือสัญญาณว่าเขากำลังสร้างคู่แข่งที่ปลอดภัยกว่าสำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งจะลดความต้องการใช้บล็อกเชนสาธารณะในระยะยาว
จับตา GENIUS Act และ CLARITY Act ให้ดี เพราะสองฉบับนี้คือตัวกำหนดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า คริปโตจะเป็นขบวนการกระจายอำนาจจริง หรือเป็นแค่ท่อส่งน้ำที่เปลี่ยนป้ายให้ Wall Street ใช้ต่อ ถ้ากฎหมายออกมาเอื้อธนาคารใหญ่มากเกินไป โปรเจกต์ DeFi เล็ก ๆ ในสหรัฐฯ จะทยอยตายเงียบ ๆ และสิ่งที่เหลือจะเป็นแค่บล็อกเชนในชื่อ แต่เป็นธนาคารในการทำงานจริง
สำหรับคนที่ถือคริปโตอยู่ ผมยังเชื่อในเทคโนโลยี และยังเชื่อว่าการกระจายอำนาจจริงจะอยู่รอด แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างโปรเจกต์ที่ permissionless จริง กับโปรเจกต์ที่แค่มีคำว่า “บล็อกเชน” ติดป้าย เพราะในสงครามที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่ทุกโทเคนจะรอด และเทรดเดอร์ที่เข้าใจความแตกต่างนี้เท่านั้นจะอยู่รอดพร้อมกับคริปโต ไม่ใช่สูญเสียไปกับมัน
เครดิตภาพจาก @CartuneNetwerk
