bitkub-banner

Arbitrum สั่งอายัด Ethereum มูลค่า $71 ล้าน หลังพบโยงเหตุการแฮ็ก Kelp Protocol

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00

สรุปข่าว

  • สภาความปลอดภัยของ Arbitrum ลงมติใช้มาตรการฉุกเฉินสั่งอายัด 30,766 ETH มูลค่ากว่า 71.2 ล้านดอลลาร์ในกระเป๋าที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์โจมตี Kelp Protocol เพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินของแฮ็กเกอร์
  • การโจมตี Kelp ผ่านช่องโหว่ LayerZero เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรวมกว่า 293 ล้านดอลลาร์ โดยมีข้อสันนิษฐานว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์จากเกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลังการปล้นครั้งใหญ่ครั้งนี้
  • เหตุการณ์อายัดเงินครั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลถึงประเด็นความปลอดภัยกับการเป็นบล็อกเชนกระจายศูนย์ที่แท้จริง ว่าแท้จริงแล้วเครือข่ายยังมี “ปุ่มกดปิด” ที่ควบคุมโดยคนเพียงไม่กี่คนหรือไม่

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

การเคลื่อนไหวของ Arbitrum ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบ 2 ด้านต่อความเชื่อมั่น ด้านหนึ่งคือ นักลงทุนรู้สึกอุ่นใจที่ระบบมีกลไกการป้องกันความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ แต่อีกด้านกลับสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนสายอุดมการณ์ที่ยึดถือเรื่องความเป็นอิสระจากการควบคุม 

ข้อมูลนี้จึงยังไม่ส่งผลบวกหรือลบต่อราคา ARB และ ETH อย่างรุนแรงในทันที ตลาดกำลังเฝ้าดูว่า หนี้เสียมหาศาลบน Aave จะถูกจัดการอย่างไรต่อไป


Arbitrum เครือข่ายเลเยอร์ 2 ยักษ์ใหญ่ตัดสินใจขยับตัวครั้งสำคัญ หลังเกิดเหตุการณ์แฮ็กแพลตฟอร์ม DeFi เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสภาความปลอดภัยของเครือข่ายได้สั่งอายัดเหรียญ Ether จำนวนมหาศาลที่ถูกระบุว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแฮ็ก Kelp Protocol 

เงินจำนวนกว่า 30,000 ETH ถูกเคลื่อนย้ายไปยังกระเป๋าที่ถูกอายัดเพื่อตัดวงจรการขยายความเสียหาย มาตรการฉุกเฉินนี้แม้จะช่วยปกป้องทรัพย์สินบางส่วนเอาไว้ได้ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามน้ำลายบนโลกอินเทอร์เน็ตถึงคำถามที่ว่า บล็อกเชนที่ใครๆ ก็บอกว่า กระจายศูนย์นั้น แท้จริงแล้วถูกควบคุมโดยคนเพียงกลุ่มเดียวหรือไม่

สภาความปลอดภัยโหวตด่วน อายัด ETH 3 หมื่นเหรียญ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สภาความปลอดภัยของ Arbitrum ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 คน ได้เปิดประชุมด่วน และมีมติ 9 ต่อ 12 เสียงให้ดำเนินการอายัด 30,766 ETH มูลค่าราว 71.2 ล้านดอลลาร์ทันที 

เงินก้อนนี้ถูกระบุว่า เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่ถูกขโมยมาจาก Kelp Protocol ซึ่งปัจจุบันถูกโอนไปเก็บไว้ใน Frozen Wallet ทำให้แฮ็กเกอร์ไม่สามารถขยับเขยื้อนเงินออกไปขายได้ การเคลื่อนย้ายเงินก้อนนี้ในอนาคตจะทำได้ก็ต่อเมื่อระบบการปกครองของ Arbitrum หรือ Governance มีมติอนุมัติออกมาเท่านั้น

เบื้องหลังการแฮ็ก Kelp มูลค่าเสียหายเกือบ 300 ล้านดอลลาร์

ต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลัง Kelp Protocol ถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ของ LayerZero จนสูญเสียทรัพย์สินรวมมูลค่าอย่างน้อย 293 ล้านดอลลาร์ 

ข้อมูลจากการสืบสวนเบื้องต้นโดยทีมงาน LayerZero ระบุว่า ลักษณะการโจมตีมีความซับซ้อนสูง และมีรูปแบบคล้ายคลึงกับปฏิบัติการของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากเกาหลีเหนือ ความเสียหายนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ Kelp เพราะแฮ็กเกอร์ได้นำโทเค็นที่ขโมยมา ไปวางเป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินบน Aave จนกลายเป็นหนี้เสียมหาศาลลามไปถึงระบบปล่อยกู้รายใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก

ดราม่าเดือด ความกระจายศูนย์หายไปไหน?

ทันทีที่มีข่าวการอายัดเงินหลุดออกมา ชาวคริปโตบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ต่างออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ Arbitrum ทันที ฝ่ายคัดค้านมองว่า การที่คนเพียง 12 คนสามารถสั่งแช่แข็งเงินใครก็ได้ถือเป็นเรื่องที่ขัดกับอุดมการณ์บล็อกเชนอย่างรุนแรง 

ขณะที่ฝั่งสนับสนุนมองว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ มาตรการฉุกเฉินคือสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องผู้ใช้งานบริสุทธิ์ 

Griff Green หนึ่งในสมาชิกสภาความปลอดภัยออกมาเผยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายเลย พวกเขาต้องถกเถียงกันนานหลายชั่วโมง ทั้งในมิติด้านเทคนิค จริยธรรม และการเมือง ก่อนจะตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของเครือข่ายเอาไว้


มุมมองผู้เขียน : การอายัดเงิน 71 ล้านดอลลาร์อาจดูขัดใจสายดั้งเดิมไปบ้าง แต่มันคือการพิสูจน์ว่า Arbitrum มีระบบจัดการวิกฤตที่ทำงานได้จริง 

อย่างไรก็ตาม การมี “ปุ่มหยุดฉุกเฉิน” แบบนี้ก็เป็นดาบสองคมที่ Arbitrum ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มันจะไม่ถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่อเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวในวันหน้า