สรุปข่าว
- บริษัทคริปโตและกลุ่มผู้สนับสนุนกว่า 100 แห่ง รวมถึง Coinbase, Circle, Kraken, Ripple และ Andreessen Horowitz ร่วมลงชื่อในจดหมายถึงคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 เรียกร้องให้เร่งดำเนินการ “markup” กฎหมายโครงสร้างตลาดดิจิทัล
- จดหมายดังกล่าวมุ่งเน้น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การกำหนดบทบาทของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC ให้ชัดเจน, การปกป้องนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้ดูแลทรัพย์สินของผู้ใช้, การรักษาสิทธิผลตอบแทนจากการใช้ Stablecoin, และการกำหนดกฎระเบียบระดับชาติที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่ว 50 รัฐ
- หากวุฒิสภาไม่เร่งผ่านกฎหมาย อุตสาหกรรมเตือนว่าการลงทุน งาน และการพัฒนาเทคโนโลยีจะย้ายออกนอกสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain รายงานว่าวุฒิสมาชิกเตือนกฎหมาย Clarity Act ต้องผ่านก่อนสิ้นพฤษภาคม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
แรงผลักดันจากอุตสาหกรรมในระดับนี้ส่งสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโต เพราะความชัดเจนด้านกฎระเบียบจะลดความไม่แน่นอนที่กดดันราคามาตลอด อย่างไรก็ตาม ยังเป็นเพียงขั้นตอนการล็อบบี้ ยังไม่มีการลงมติจริง ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นจึงจำกัด
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 กลุ่มพันธมิตรที่ประกอบด้วยบริษัทคริปโต กลุ่มอุตสาหกรรม และกองทุนร่วมลงทุนกว่า 100 แห่ง ได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาสหรัฐฯ เรียกร้องให้เดินหน้าพิจารณากฎหมายโครงสร้างตลาดดิจิทัล โดยเป็นการนำโดย Crypto Council for Innovation และ Blockchain Association ตามรายงานจาก CoinDesk จดหมายดังกล่าวระบุถึงความเร่งด่วนในการออกกฎหมายที่ครอบคลุม โดยมีผู้ลงนามรายสำคัญ เช่น Coinbase, Circle, Kraken, Uniswap Labs, Ripple, Andreessen Horowitz และ Chainlink Labs จดหมายส่งตรงถึงประธานคณะกรรมาธิการ Tim Scott, สมาชิกอาวุโส Elizabeth Warren, ประธานอนุกรรมาธิการสินทรัพย์ดิจิทัล Cynthia Lummis และ Ruben Gallego
4 ประเด็นหลักที่อุตสาหกรรมต้องการ
จดหมายฉบับนี้ระบุประเด็นสำคัญที่ต้องการให้กฎหมายโครงสร้างตลาดครอบคลุม ได้แก่ หนึ่ง การกำหนดบทบาทของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC ให้ชัดเจนในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและตราสารทางการเงินในรูปแบบโทเคน สอง การปกป้องนักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ที่ไม่ได้ดูแลทรัพย์สินของผู้ใช้โดยตรง สาม การรักษาสิทธิผลตอบแทนสำหรับผู้ใช้ที่เชื่อมโยงกับการทำธุรกรรมผ่าน Stablecoin และสี่ การสร้างกรอบกฎหมายระดับชาติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว 50 รัฐ เพื่อป้องกันการแตกกระจายของกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ
กลุ่มพันธมิตรเน้นย้ำว่า “การดำเนินการอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งจำเป็น” หากสหรัฐฯ ยังไม่มีกรอบกฎหมายที่ครอบคลุม ความเสี่ยงที่การลงทุน งาน และการพัฒนาเทคโนโลยีจะย้ายออกนอกประเทศมีสูงมาก ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ เสียความได้เปรียบด้านนวัตกรรมในระยะยาว
ความคืบหน้าและอุปสรรคของ Clarity Act ในวุฒิสภา
กฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act ผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยคะแนน 294 ต่อ 134 เสียง แต่การพิจารณาในวุฒิสภายังติดขัดอยู่หลายจุด โดยเฉพาะประเด็นผลตอบแทนจาก Stablecoin ที่กลุ่มธนาคารกังวลว่าอาจทำให้เงินฝากไหลออกจากระบบธนาคารดั้งเดิม คณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเคยเลื่อนการพิจารณา markup หลัง CEO ของ Coinbase ถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายเนื่องจากข้อกังวลดังกล่าว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เตือนว่า Clarity Act ต้องผ่านก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม ไม่งั้นรอถึงปี 2030 และ Galaxy ประเมินว่ากฎหมายนี้มีโอกาสผ่านเพียง 50% เนื่องจากติดล็อก 5 ด่านหิน
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการเกษตรวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจกำกับ CFTC ก็ได้เดินหน้าร่างกฎหมายของตัวเองที่เรียกว่า Digital Commodity Intermediaries Act ไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569 ทำให้ตอนนี้มีร่างกฎหมายหลายฉบับที่ต้องประสานกัน ก่อนที่วุฒิสภาจะสามารถลงมติฉบับสุดท้ายได้
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่บริษัทระดับใหญ่อย่าง Coinbase, Ripple และ Andreessen Horowitz ออกมาร่วมลงชื่อพร้อมกันในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมต้องการความชัดเจนจริงๆ ไม่ใช่แค่รอดูสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจริงอยู่ที่การหาจุดร่วมระหว่างกลุ่มธนาคารดั้งเดิมกับอุตสาหกรรมคริปโตในเรื่อง Stablecoin ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายได้ง่ายๆ สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงนี้คือการตัดสินใจของ Tim Scott ว่าจะนัด markup ก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคมได้จริงหรือไม่ เพราะถ้าพลาดหน้าต่างนี้ไป กฎหมายอาจรอนานกว่าที่ทุกคนคาด
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI
