สรุปข่าว
- มูลค่าตลาดคริปโตฯ ทำจุดสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์ นำโดย Bitcoin ขึ้นไปสูงสุดแถว $79,000 ก่อนย่อตัวลงมายืนเหนือ $78,000 ในปัจจุบัน
- สหรัฐฯ อัดฉีดสภาพคล่อง เตรียมทำ Currency Swap กับ UAE ช่วยสยบความกังวลเรื่องเงินดอลลาร์ตึงตัวและวิกฤตสินเชื่อทั่วโลก
- เม็ดเงินไหลเข้า Spot Bitcoin ETF ต่อเนื่อง 6 วันติด รวมกว่า 1.54 พันล้านดอลลาร์ ผนวกกับรายได้นักขุดที่ฟื้นตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ช่วยลดแรงเทขายในตลาดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ตลาดคริปโตกลับมาคึกคักที่สุดในรอบ 11 สัปดาห์ ดัน Bitcoin ทะลุ $79,000 ก่อนย่อตัวลงมายืนเหนือ $78,000 ในปัจจุบัน รับอานิสงส์นักลงทุนคลายกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย โดยขาขึ้นรอบนี้มีปัจจัยพื้นฐานหนุนหลัง 4 ประการ ทั้งแผนอัดฉีดสภาพคล่องของรัฐบาลที่ช่วยสกัดวิกฤตสินเชื่อ ผนวกกับเม็ดเงินสถาบันกว่า 1.54 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลเข้า ETF อย่างต่อเนื่อง และเหมืองขุดที่กลับมากำไรพุ่งจนลดแรงเทขายลง รวมถึงหุ้นเทคสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมพุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดในรอบ 11 สัปดาห์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พี่ใหญ่ Bitcoin นำขบวนวิ่งทะลุแนวต้าน $79,000 ก่อนจะย่อลงมายืนเหนือ $78,000 ในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับราคา Ethereum ปรับตัวขึ้นทะลุ $2,400
โมเมนตัมเชิงบวกถูกขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนมุมมองของนักลงทุน ความกลัวเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ ซึ่งครอบงำตลาดมาหลายสัปดาห์ เริ่มคลายตัว และมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจระดับมหภาคและกระแสเงินทุนระดับสถาบันเป็นฟันเฟืองสำคัญ

1. สหรัฐฯ ส่งสัญญาณอัดฉีดสภาพคล่อง สยบความกังวลวิกฤตสินเชื่อ
ปัจจัยชี้ขาดประการแรกคือ นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งสัญญาณสนับสนุนให้รัฐบาลกลางเข้าช่วยเหลือสายการบิน Spirit Airlines ซึ่งเผชิญกับภาวะล้มละลาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ
นอกจากนี้ การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตรียมทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนสกุลเงิน หรือ “Currency Swap” กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์ในหมู่ชาติพันธมิตร ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันที่ต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเสริมสภาพคล่อง
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะไม่พุ่งสูงจนเกินไป ต้นทุนการกู้ยืมในระบบเศรษฐกิจจึงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และช่วยลดทอนความเสี่ยงของการเกิดวิกฤตสินเชื่อได้อย่างตรงจุด
2. เม็ดเงินสถาบันไหลเข้าผ่านกองทุน ETF
ในมิติของปัจจัยภายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเอง “กระแสเงินทุนสุทธิ” ยังคงเป็นตัวผลักดันที่ทรงพลัง กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเม็ดเงินไหลเข้าติดต่อกัน 6 วันทำการ รวมมูลค่ากว่า 1.54 พันล้านดอลลาร์ ประกอบกับความสำเร็จของกองทุน Morgan Stanley Bitcoin Trust สะท้อนถึงการยอมรับจากสถาบันการเงินกระแสหลักที่เพิ่มสูงขึ้น

ยอดเม็ดเงินไหลเข้า Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ รายวัน (USD) ที่มา: SoSoValue
3. การฟื้นตัวขึ้นของเหมืองขุด
ขณะที่ราคา Bitcoin ขยับเข้าใกล้ระดับ 79,000 ดอลลาร์ ดัชนี Hashprice ของ Luxor รายงานว่า ผลกำไรของนักขุด Bitcoin ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยผ่อนคลายแรงกดดันในการเทขายสินทรัพย์ของผู้ขุดลงได้ในระยะสั้น

ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักขุดตกเป็นเป้าสายตาของตลาด หลังจากบริษัทเหมืองขุดหลายแห่ง เช่น MARA Holdings, Riot Platforms, Core Scientific และ Cango ได้เทขาย Bitcoin ออกมาจำนวนมหาศาลเพื่อนำเงินทุนไปขยายศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลกำไรที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้รับประกันว่าจะหยุดแรงเทขายได้โดยเด็ดขาด แต่โมเมนตัมของตลาดที่ดูสดใสในขณะนี้ก็นับเป็นแรงจูงใจสำคัญที่สนับสนุนให้นักขุดหันมาเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการสะสมเหรียญเพิ่มมากขึ้นแทน
4. หุ้นเทคโนโลยีและกันชนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความเชื่อมโยงระหว่างตลาดคริปโตกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทชั้นนำอย่าง Tesla

ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งขึ้น 9% จากสถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในมุมมองเชิงนโยบาย ภาวะเช่นนี้ มักบีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป นโยบายเชิงผ่อนคลายนี้เองที่ทำหน้าที่เป็นปัจจัยหนุนชั้นดีให้กับสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงคริปโตเคอร์เรนซี
มุมมองส่วนตัว: การปรับตัวขึ้นของ Bitcoin ในรอบนี้ทำให้ตลาดคริปโตกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าหรือตลาดคริปโตเคอร์เรนซีจะผ่านพ้นตลาดขาลงและจุดต่ำสุดไปแล้ว
- ที่มาข่าว:cointelegraph
- ที่มาภาพ:cnbc
